วันนี้เรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน ธารน้ำแข็งละลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อย ๆ  และว่ากันว่าหากน้ำแข็งขั้วโลกปริมาณ 43 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตรละลายทั้งหมดโดยเป็นผลมาจากโลกร้อน จะทำให้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 73 กิโลเมตร เป็นไปได้ว่าอีกเพียง 10 ปี กรุงเทพมหานครจมอยู่ใต้น้ำแน่นอนความ”  ผศ.ดร.ธนวันต์ สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวในการการบรรยายพิเศษให้แก่การอบรมครูวิทยากรแกนนำค่าย Green School Camp :ห้องเรียนสีเขียวรักพลังงาน รุ่นที่ 4 ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค. ณ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ธานี  

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ตระหนักถึงสถานการณ์และความสำคัญของสภาวะแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง จึงได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อน Green School Camp : ห้องเรียนสีเขียวรักพลังงาน เต็มรูปแบบ โดยในปี 2561 กำหนดให้มีการอบรมครู 5 ครั้ง 5 ภูมิภาค และจัดค่ายเยาวชน 11 ครั้ง ซึ่งจะทำให้มีศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา ครู ผู้บริหาร และนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 2,716 คน ที่จะเป็น “ต้นแบบ” ด้านการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

การอบรมครูวิทยากรแกนนำค่าย Green School Camp :ห้องเรียนสีเขียวรักพลังงาน รุ่นที่ 4 ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค. ณ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฏร์ธานี ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมจำนวน 384 แห่ง โดยมีองค์ความรู้ที่ครูวิทยากรแกนนำจะสามารถนำไปถ่ายทอดให้แก่นักเรียน รวมทั้งเป็นต้นแบบที่ดีในการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยผ่านฐานการเรียนรู้ 2 ส่วน คือ

1.ฐานการเรียนรู้ด้านการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ สพฐ. ประกอบด้วย 5 ฐาน ได้แก่ 1)ฉลาดคิด ฉลาดใช้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 2)เส้นทางชีวิตของผลิตภัณฑ์สู่ตะกร้าเขียว 3)Go Green For Life 4)น้ำใช้ น้ำทิ้ง เพื่ออนาคต และ 5)รวมพลังความคิดพิชิต CO2

2.ฐานการเรียนรู้ด้านพลังงานของกฟผ. ประกอบด้วย 6 ฐาน ได้แก่ 1)ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมาย 2)แหล่งกำเนิดไฟฟ้า 3)อ.อุปนิสัยประหยัดไฟฟ้าและปลอดภัย 4)Smart Learning Energy 5)การใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า 6)คิด คิด คิด พิชิต CO2

ทั้ง 11 ฐานการเรียนรู้ทั้งจาก กฟผ.และ สพฐ. ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ไขวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยนำกระบวนการ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อให้เกิดการใช้น้อย การใช้ซ้ำและการนำกลับมาใช้ใหม่ และกลยุทธ์ 3 อ.ได้แก่ อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาคารประหยัดพลังงาน และอุปนิสัยประหยัดพลังงาน มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้ในทุกรูปแบบ

นายไกรสร สุทธิชาติ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ระดับชั้น ม.4 โรงเรียนเมืองกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่ กล่าวว่า “การได้มาร่วมอบรมในครั้งนี้ ได้เทคนิควิธีการถ่ายทอดดีมาก โดยเฉพาะการลงมือปฏิบัติที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง  สำหรับสิ่งที่อยากจะนำไปถ่ายทอดที่สุดคือเรื่องความตระหนัก และการลงมือทำจริงๆ เหมือนการสอนว่าอะไรดีไม่ดี ทุกคนรู้หมดเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีไม่ดี ที่ถูกที่ผิด แต่มีสักกี่คนที่ตระหนัก เช่นเดียวกับในทางพุทธศาสนาสอนเรื่องหิหริโอตัปปะ การละอายต่อบาปรู้ว่าบาปแต่ก็ทำ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะนั้นเราทำให้เขาเห็นว่ามันเป็นปัญหาและต้องลงมือทำ โดยครูต้องทำให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง”

นางสาวสุชาดา ศรีภักดี ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ป.3-ป.6 โรงเรียนบ้านคลองยาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ กล่าวว่า “ได้กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์กับตัวนักเรียนอย่างมาก 1.คือการสร้างอุปนิสัยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 2.เมื่อเด็กมีอุปนิสัยที่ดีแล้ว เด็กจะนำลงไปปฏิบัติในครอบครัว 3.สามชุมชน เพราะโรงเรียนอยู่ในบริบทของสถานที่ท่องเที่ยว และมีหมู่บ้านท่องเที่ยว ซึ่งท่าเรือ มีสระว่ายน้ำธรรมชาติให้คนมาเที่ยว จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ดังนั้น โรงเรียนและชุมชน จึงร่วมมือกันจัดเวรดูแลรักษาความสะอาด จัดการขยะบนเกาะ โรงเรียนเรียนรู้ควบคู่กับภัยคุกคามทางธรรมชาติ เพราะเราอยู่ในเขตทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งเคยเกิดสถานการณ์เตือนภัยสินามิ คือมีอยู่วันหนึ่งโรงเรียนจัดกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือที่ทะเล เด็กต้องแสดงรอบกองไฟ ผู้ปกครองได้รับข่าวผ่านการเล่นไลน์ว่า จะเกิดสินามิฝั่งทะเลอันดามัน ผู้ปกครองจึงมารับลูกกลับบ้านทันที ซึ่งถ้าถึงเวลาเกิดเหตุการณ์จริง เราก็ไม่สามารถรับมือได้ เราจึงต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้และปรับตัว เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

นายเชิงชาย ชูช่วง ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ม.1- ม.3 โรงเรียนนาสาร อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฏร์ธานี กล่าวว่า “เรื่องลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศและโลก ที่เด็กต้องเรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการสร้างอุปนิสัย สร้างจิตสำนึกที่ดี ถ้าเด็กทุกคนมีจิตสำนึก โรงเรียนไม่ต้องมีถังขยะเลย ซึ่งรวมถึงเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้วย การที่ครูสอนในคาบเรียน เด็กพยักหน้าเข้าใจ แต่เมื่อเด็กเดินผ่านถุงพลาสติกข้างทางก็เดินเลยผ่านไป แสดงว่าเรายังสร้างจิตสำนึกให้เด็กไม่ได้ ดังนั้น ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้เด็ก รวมถึงลูกหลานคนในบ้าน ในชุมชนและสังคมที่เราอยู่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันในการรักษาสิ่งแวดล้อม การแยกขยะ เพื่อให้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมจนเกิดความตระหนักรับผิดชอบร่วม”  

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาค่อนข้างเร่งด่วนและรุนแรง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าวว่า เลขาธิการ กพฐ.(นายบุญรักษ์ ยอดเพชร) ได้มอบหมายให้มาเป็นประธานเปิดการอบรมครูวิทยากรแกนนำค่าย Green School Camp ในครั้งนี้ เพราะให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนเห็นความสำเร็จ ซึ่ง สพฐ.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างคนให้มีความรับผิดชอบให้เกิดจิตสำนึก มีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลต่อการใช้ชีวิตในอนาคต

“สพฐ.มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมในสาระวิทยาศาสตร์ โดยจัดการเรียนการสอน ทั้งกิจกรรม Active Learning กิจกรรมศึกษาดูงาน การจัดค่ายอบรม โดยได้มอบนโยบายให้เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษารับผิดชอบ วันนี้เราจะลงลึกไปที่ครู ผู้บริหารทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้เด็กมีจิตสำนึก ปรับทัศนคติเด็กให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและมีผลกระทบ เป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่คนหนึ่งคนใด ซึ่งทุกหน่วยงานต้องทำงานควบคู่กัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เยาวชน ให้เห็นความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน หากทำได้ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะหมดไป” นายสุรศักดิ์ย้ำ

ขณะที่ นายสมบัติ พัฒนะวานิชนันท์ หัวหน้ากองเสริมสร้างทัศนคติ (โครงการห้องเรียนสีเขียว) กฟผ. กล่าวว่า “ขณะนี้การสร้างโรงไฟฟ้าสักหนึ่งแห่งไม่ใช่เรื่องง่าย เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย คนส่วนใหญ่ยังมองว่ามีผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น ผลกระทบตรงนี้หากทำให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาทั้งหมด มีความรู้มีทัศนคติที่ดีมีพฤติกรรมในการประหยัดไฟ ซึ่งถ้าทำได้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลงได้  ที่สำคัญห้องเรียนสีเขียว จะทำให้เด็กได้ 3 เรื่อง คือ ความรู้ ทัศนะคติที่ดี และพฤติกรรม ถ้านักเรียนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคตจะยิ่งใหญ่มาก เพราะถ้าพูดถึงผลกระทบแรง ๆ ก็คือตัวเยาวชนที่ต้องอยู่ในโลกนี้อีกหลายปี อุปนิสัยในการประหยัดไฟ จึงเป็นตัวสำคัญที่สุด”

เชื่อว่า ใครก็ตามถ้าได้ผ่าน ค่าย Green School Camp : ห้องเรียนสีเขียวรักพลังงาน จะสามารถเป็น “ต้นแบบ” การลดใช้พลังงาน จัดการขยะ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้อย่างแน่นอน และที่ยิ่งไปกว่านั้นเชื่อว่าจะสามารถขยายผลลงสู่โรงเรียน ชุมชน และสังคม ได้อีกด้วย

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here