เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา 3 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจ และการท่องเที่ยวนครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)โรงเรียนวัดสุทธจินดา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)และโรงเรียนบ้านหนองเป็ดน้ำ (สวัสดิ์ราษฎร์วิทยา)สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า จากการตรวจเยี่ยมได้พบปัญหาความขาดแคลนด้านทรัพยากรทางการศึกษาหลายประการ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เรียน ซึ่งหลายโรงเรียนยังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ขณะที่อาคารเรียนหลายแห่งมีสภาพเก่า ทรุดโทรม และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี บางอาคารมีปัญหาหลังคารั่วซึม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวาตภัย อุทกภัย หรือปัญหาไฟฟ้ารั่ว ไฟดูด และไฟฟ้าลัดวงจร

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนโรงเรียนวัดสุทธจินดา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่เปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาสจากทั่วประเทศ ทั้งเด็กในโครงการ Zero Dropout และเด็กจากพื้นที่ห่างไกลที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยโรงเรียนมีรูปแบบการจัดการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างสามเณรและนักเรียนทั่วไป เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างหนัก โดยมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงไม่ถึง 5 เครื่อง สำหรับนักเรียนกว่า 400-500 คน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ขณะที่วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมา ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้เรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไป พร้อมฝึกทักษะอาชีพจนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงหลังจบการศึกษา แต่ยังประสบปัญหาขาดแคลนอาคารหอพักสำหรับนักเรียน เนื่องจากมีผู้เรียนเดินทางมาจากหลายจังหวัด ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนกลุ่มเปราะบาง

“สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนว่ายังมีโรงเรียนอีกจำนวนมากทั่วประเทศที่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม” นายประเสริฐ กล่าวและว่า ส่วนของการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายยุบรวมโรงเรียน แต่เรากำลังศึกษารูปแบบการพัฒนา โรงเรียนคุณภาพ ในระดับตำบล เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เปรียบเสมือนแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดนักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงให้เข้ามาเรียนได้โดยสมัครใจ

“กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีความคิดที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ต้องทำให้โรงเรียนมีคุณภาพก่อน เมื่อโรงเรียนมีคุณภาพ มีครูพร้อม มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบรถรับส่งที่ดี ผู้ปกครองและนักเรียนจะตัดสินใจเลือกเองโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่จริงไปวิเคราะห์และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมต่อไป






