เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ผู้บริหารองค์กรหลักทุกหน่วยงาน ร่วมประชุมการจัดระบบ “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์” เพื่อยกระดับการดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยจะจัดตั้งศูนย์ส่วนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ในสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้การรับแจ้งเหตุ การประสานงาน และการช่วยเหลือเป็นระบบเดียวกัน โดยภายในสัปดาห์นี้ ศธ.จะจัดอบรมเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรับแจ้งเหตุและการดำเนินงานของศูนย์ พร้อมเริ่มประชาสัมพันธ์ช่องทางและขั้นตอนการเข้าถึงระบบตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในระยะแรก จะนำระบบ “Traffy Fondue” มาใช้เป็นช่องทางรับแจ้งเหตุ ถือเป็นมาตรการ Quick Win ที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยจะรวบช่องทางการแจ้งเหตุที่เดิมกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีศูนย์กลางในการรับเรื่องและประสานการดำเนินงาน ก่อนเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุมสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษาเอกชน และสำงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยบุคลากรที่รับผิดชอบจะได้รับการอบรมเพื่อให้สามารถรับแจ้ง ประสาน และติดตามเหตุได้ในแนวทางเดียวกัน โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพ
ส่วนแผนระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างดำเนินการ Digital Transformation เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลภายในกระทรวง พร้อมพัฒนา Super App ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ชื่อ “EDU PASS” ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ในเดือนมกราคม 2570 เมื่อ EDU PASS พัฒนาเต็มรูปแบบแล้ว “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์” จะถูกบรรจุเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ภายใน Super App โดยเชื่อมระบบ Traffy Fondue เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าสู่ระบบและแจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งระบบนี้จะให้ความสำคัญกับการยืนยันตัวตนของผู้แจ้ง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเหตุและลดปัญหาการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยผู้ใช้งานทั่วไปจะต้องลงทะเบียนและยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้บริการ ขณะที่กรณีฉุกเฉินจะมีการพัฒนาช่องทางให้สามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ EDU PASS ยังมีเป้าหมายเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะมีทั้ง Student ID และ Teacher ID เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นเมื่อเกิดเหตุ เช่น ประวัติด้านการศึกษาและข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ รวมถึงมีแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ภายใต้หลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของข้อมูล สำหรับเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ระบบในอนาคตจะเชื่อมโยงประสานงานไปยังตำรวจ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากเป็นเหตุขนาดใหญ่ที่อาจขยายผลออกนอกสถานศึกษา จะต้องสามารถเชื่อมต่อไปยังระบบ Cell Broadcast เพื่อกระจายสัญญาณเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการมองว่า ระบบดังกล่าวจะเป็นการยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาจากเดิมที่แต่ละหน่วยงานรับแจ้งและดำเนินการ ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมโยงตั้งแต่สถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด ไปจนถึงกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สามารถรับรู้เหตุ ตรวจสอบข้อมูล ประสานงาน และเข้าช่วยเหลือนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น






