เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรงศึกษาธิการ และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับของ ศธ. เข้ารับฟัง โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้วางกรอบการจัดทำงบประมาณ ปี 2570 ตนจึงได้นำกรอบดังกล่าวมาแปลงเป็นนโยบาย แบ่งเป็น 5 ภารกิจหลัก คือ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำภาระงานอื่น ไม่ว่าจะเป็น งานเอกสาร อาหารกลางวัน จัดทำ”Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น ไม่ให้ครูต้องมาทำหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง
2.รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม โดยจะจัดเปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยให้เด็กไทยแม้แต่คนเดียวหลุดจากระบบการศึกษา ต้องนำเด็กที่ออกจากการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ทุกคน
3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการคิดวิเคราะห์ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผลักดันนโยบาย “AI for All” เพื่อเตรียมความพร้อมการทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง ทั้ง ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ,กระทรวงแรงงาน ,กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง (Credit Bank) และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen
4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง และ
5.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยจะเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียวและนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก เช่น ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง จากนั้นจะสร้าง Blueprint ด้วยพลังของทุกคน ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของศธ. และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง 2 สัปดาห์ครั้งในวันพุธ
“ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน เราจะไม่นำการศึกษามาเล่นการเมือง ดังนั้นหากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education เราจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าศธ. มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก การทำงานที่เป็นระบบแท่ง ต้องปรับเป็นทีมศธ.” นายประเสริฐ กล่าวและว่า สำหรับการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ในช่วงเปิดภาคเรียน เดือนพฤษภาคมนี้ ตนมีข้อกังวล2 เรื่อง คือ ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้มีการประสานโรงเรียน เบื้องต้นให้ลดกิจกรรมนอกห้องเรียน และอีกปัญหาคือวิกฤตพลังงาน ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดภาระผู้ปกครอง เช่น ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการธงฟ้า ขายเครื่องแบบนักเรียนราคาถูก ส่วนเรื่องลดค่าบำรุงการศึกษา นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือแล้ว และเร็วๆ นี้จะมีการออกแนวปฏิบัติ การลดค่าบำรุงการศึกษา เพื่อเป็นมาตรฐานกลาง แจ้งให้โรงเรียนรับทราบและนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ส่วนการลดภาระครูนั้น ส่วนใหญ่ครูจะอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ซึ่งตนก็ขอให้สพฐ.ไปหาวิธีลดภาระครูเพิ่มเติมมาอีก ซึ่งตนจะคำสั่งให้ดำเนินการทันที






