เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตรวจสอบ กรณีคุณสมบัติ ขอบเขตการใช้อำนาจ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในตำแหน่ง เลขาธิการ สกสค. โดยมี นายวชิรพันธ์ นาคก้อน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียน

หนังสือร้องเรียน ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับและติดตามปัญหาในสำนักงานเลขาธิการ สกสค. พบข้อพิรุธข้อสงสัยหลายประการในตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนสวัสดิการครู หนี้ครู หนี้องค์กร จึงต้องมีความซื่อสัตย์โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางด้านประวัติอาชญากรรมและด้านจริยธรรม เพราะตำแหน่งนี้เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากของครูทั้งประเทศ เมื่อมีแกนนำร้องเรียน อาทิ ปมประเด็นเคยถูกดำเนินคดี การถือสัญชาติ ปมประเด็นการใช้อำนาจแต่งตั้งรักษาการผอ. สำนักงาน สกสค.ทั้ง 77 จังหวัด ว่ารับเงินประโยชน์ซ้ำซ้อนกับเงินเดือน และปมประเด็นต่างๆตามเอกสารแนบท้าย เมื่อมีข้อร้องเรียนและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคุณครูทั้งประเทศ ผู้เป็นรัฐมนตรีบริหารราชการกระทรวง จำเป็นต้องรีบดำเนินการทันที ขอให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หลังจากครบ 7 วัน จะทำหนังสือทวงถาม และจะนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จต่อไป

นายนพรุจ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เลขาธิการ สกสค. (นายพีระพันธ์ เหมะรัต) ดังนี้

1.ประเด็นเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ

2.เข้าใจว่า เหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลง หรือ เพิ่มสัญชาติและเชื้อชาติมาจากที่ ศาลมีนบุรีได้ออกหมายจับ ในปี 2566 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3 เมื่อได้รับการสรรหามาเป็นเลขาธิการ สกสค.แล้ว ซึ่งปกติก่อนลงนามในสัญญาจ้าง จะต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย

4 เมื่อมีการแต่งตั้งรองเลขาธิการ สกสค. อีก 3 คน ก็ไม่ได้ให้รองเลขาธิการทั้ง 3 คน ไปดำเนินการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเช่นกัน

5 เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.แล้วยังกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกหลายเรื่อง ได้แก่

5.1 การแต่งตั้งผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด โดยมีคำสั่งให้ศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งอยู่ในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมกาาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด โดยไม่ได้ขอจากต้นสังกัด และไม่มีหลักเกณฑ์ว่าจังหวัดใดจะให้ใครจากตำแหน่งใดไปปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ และไม่มีการระบุถึงค่าตอบแทน แต่ สกสค.ก็จ่ายค่าตอบแทน ซึ่งอ้างว่าไม่ใช่เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท และเมื่อเข้าไปดูในรายละเอียด ก็พบว่า เงินที่ใช้นั้นเป็นเงินในหมวดบุคลากร ซึ่งก็คือเงินเดือนนั่นเอง ซึ่งหากเป็นค่าตอบแทนอื่นจะต้องได้เป็นครั้งหรือมีใบเสร็จมาเบิก ไม่ใช่ได้แบบครั้งเดียวแล้วเท่ากันทุกเดือน เท่ากันทุกจังหวัด และผู้ที่เป็นข้าราชการจะไม่มีสิทธิ์ได้เงินเดือนซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นตามระเบียบราชการอยู่แล้ว (เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะกินเงินเดือนได้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น) แล้วเงินที่จ่ายไปแบบผิดระเบียบใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

5.2 เรื่องการตัดสูทให้เจ้าหน้าที่ สกสค.ทุกคน เพื่อใช้ใส่ในงานครบรอบ 22 ปี วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

5.3 เรื่อง การสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดตัวจริง ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 และปรับปรุง พ.ศ.2551 อีกทั้งยังขัดกับ พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 หรือ แม้แต่รองเลขาธิการ สกสค. หากมีอายุเกิน 65 ปี ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ เพราะทุกตำแหน่งที่กล่าวมานั้นเป็นตำแหน่งบริหารทั้งสิ้น ซึ่งดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ ปลัดกระทรวงศึกษาะิการ มาไม่ต่ำกว่า 5 เดือนแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น

6.ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. เป็นตำแหน่งสัญญาจ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมิน ในวันที่ 1 ตุลาคม แต่เนื่องจากประธานประเมินได้ลาออกในเดือนกันยายน ศ.ดร.นฤมล ก็ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการประเมินชุดใหม่แต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันผ่านมา 6 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้ประเมินผลงานของเลขาธิการ สกสค.

7.สกสค เสียค่าใช้จ่าย ปีละ 10 กว่าล้าน ให้เลขาธิการ สกสค. และ รองเลขาธิการ สกสค. โดยที่ครูทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก ชพค.ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

8. เรื่ององค์การค้าของ สกสค. ที่มี อดีตรองเลขาธิการ กพฐ.เป็นผู้รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าฯของสกสค. ตาม มาตรา 44 ฉบับที่ 7/2558 และ เมื่อรองเลขาธิการ กพฐ.เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ก็ไม่ได้มีการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 มารักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค. ดังนั้นอำนาจการบริหารองค์การค้าฯของ สกสค.จึงตกเป็นของ เลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นองค์กรแม่ และ คณะกรรมการ สกสค.มีมติ ให้เลขาธิการ สกสค.เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯ ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2568 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เห็นชัดเจนว่า การบริหารงานที่ล้มเหลวทำให้หนังสือแบบเรียน ในปี 2569 ที่กำลังจะเปิดเทอมนี้ มีความล่าช้ากว่าทุกปี แม้ว่าปัจจุบันจะมีหนังสือออกมาแล้ว แต่ก็ถือว่าช้า ซึ่งอาจทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาด ให้กับสำนักพิมพ์เอกชน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการสมคบคิดเพื่อให้หนังสือขององค์การค้าฯ ออกช้ากว่าสำนักพิมพ์เอกชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

9.เท่าที่ทราบ การจัดพิมพ์หนังสือในปี 2569 นี้ ก็มีการร้องไปยังกรมบัญชีกลาง และศาลปกครอง กรณีกรรมการเอื้อประโยชน์กับโรงพิมพ์บางราย ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริง ๆ เท่าที่ทราบมีการกระทำผิดตั้งแต่การแต่งตั้ง คณะกรรมการ tor คณะกรรมการพิจารณาผล และคณะกรรมการตรวจรับ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here