เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ จ.อุดรธานี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รง.) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรและพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมงาน ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด

โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. ตระหนักดีว่า “หัวใจสำคัญ” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือพี่น้องเกษตรกร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาปัจจัยผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนในการนำ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” มาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม  โครงการปุ๋ยสั่งตัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับ เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อไปว่า โครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว. นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต เป็นการสร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน

ด้าน นายวัชระพล กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10

นายราชันย์ กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมศักยภาพสูงโดยมีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าร้อยละ 70 จากการที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำโครงการปุ๋ยสั่งตัดมานำร่องในพื้นที่ จึงถือเป็นทางออกที่ทันท่วงทีต่อวิกฤตราคาปุ๋ยในช่วงนี้และแพลตฟอร์มนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรและเกษตรกรในจังหวัด ให้สามารถพึ่งพาตนเองและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.วีรชัย ในฐานะหน่วยงานที่วิจัยและพัฒนาโครงการปุ๋ยสั่งตัดกล่าวถึงข้อมูลทางเทคนิคว่า โครงการนี้มีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย เพื่อให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์กลางการผสมปุ๋ยสั่งตัดและกระจายปุ๋ยคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม  โดย วว. จะถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีมาตรฐานรองรับ และใช้ “โปรแกรมคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ของ วว. มาใช้ควบคุมการผสมให้ได้ธาตุอาหารตรงตามความต้องการของพืชและดินแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไป

สำหรับโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด เป็นความร่วมมือระหว่าง อว. และ กษ. โดยในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิจากการลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรม Kick off ในวันนี้ได้มีการสาธิตเครื่องผสมปุ๋ยและมอบปุ๋ยให้แก่ตัวแทนเกษตรกรเพื่อแสดงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่มือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมก่อนจะกระจายความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here