เรื่องคุณภาพหนังสือเรียน ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ไม่มีใครแก้ได้ เป็นเรื่องของการสมยอม หลับหูหลับตานั่งทับปัญหา ปล่อยให้มันผ่านไป เพราะถึงอย่างไรเด็ก ๆ จำเป็นต้องใช้หนังสือในการเรียน ถ้าไม่มีประเด็นสาหัสจริง ๆ เรื่องก็จะเงียบไม่มีการแก้ไข

แต่คราวนี้อาจจะไม่ใช่ เพราะประเด็น “หนังสือเรียนตกยุค” ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ในปัจจุบัน ได้ถูกยกระดับจากเสียงสะท้อนในพื้นที่ สู่การตรวจสอบเชิงโครงสร้างระดับประเทศ เมื่อ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีหนุ่มน้อยจากค่ายเพื่อไทย ซึ่งเคยประกาศไว้ว่า ตนเองเป็นผลผลิตจากการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน.ในอดีต ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะขอให้พ่อใหญ่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” มอบหมายให้ดูแลงาน ของ สกร. ซึ่งเมื่อได้รับมอบหมายตามที่ขอ ด้วยความที่พอจะรู้อะไรมาบ้าง  ก็ได้สั่งการให้ สกร.เร่งสำรวจข้อมูลการจัดหาหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งแหล่งจัดซื้อ ราคา และผลการใช้งานจริง การขยับครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง “ความโปร่งใส” และทบทวนความคุ้มค่าของงบประมาณด้านสื่อการเรียนรู้ ท่ามกลางข้อสังเกตที่สะสมมานานว่า ระบบจัดซื้อหนังสือเรียนบางส่วนอาจยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ยุคใหม่

การจัดซื้อหนังสือเรียนของ สกร.ที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ “ราคาแพง” หรือ “เนื้อหาล้าสมัย” แต่ลึกไปกว่านั้นคือ “กระบวนการจัดซื้อที่เอื้อให้เกิดความไม่โปร่งใส” และอาจเปิดช่องให้เกิด “วงจรผลประโยชน์”ที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเรื่อง การล็อกสเปกหนังสือบางชุดให้มีลักษณะเฉพาะ จนแทบไม่มีคู่แข่ง เนื้อหา/รูปแบบผูกกับสำนักพิมพ์บางราย   หรือ เรื่องราคาไม่สัมพันธ์กับคุณภาพ  เนื้อหาล้าสมัย แต่ราคาสูงโดด ไม่มีระบบเปรียบเทียบราคากลางแบบเปิดเผย  หรือ การวนซื้อซ้ำเจ้าเดิม สำนักพิมพ์รายเดิมจัดซื้อจัดจ้างกันหลายสมัยจนเป็นเจ้าประจำผูกขาดต่อเนื่องหลายปี ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาแข่งขัน  รวมถึงกระบวนการคัดเลือกที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด TOR เกณฑ์คัดเลือกไม่โปร่งใส ประชาชนหรือครูไม่สามารถตรวจสอบได้จนเกิด“พื้นที่สีเทา” และ ที่สำคัญผู้ใช้จริง “ไม่มีเสียง” คือ ครูและผู้เรียนไม่ได้มีส่วนร่วมเลือกหนังสือ หนังสือบางชุด“ใช้ไม่ได้จริง” แต่ยังถูกซื้อ ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาเชิงระบบ

หลังจากได้รับคำสั่ง สกร.โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. ก็ได้เดินหน้าตรวจสอบเชิงลึก โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ – แหล่งที่มาของการจัดซื้อโครงสร้างราคาและความคุ้มค่ารูปแบบการคัดเลือกหนังสือผลการใช้งานจริงในห้องเรียน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงระบบให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน

อย่างที่บอก ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด เป็นปัญหาหมักหมมมานาน หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันในหลายมิติ การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้ออย่างโปร่งใสต้องมี  การกำหนดราคากลางที่เหมาะสมต้องมา  การส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและการสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ทางเลือกต้องทำได้  ที่สำคัญคือ ต้องให้อำนาจสถานศึกษาในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนอย่างแท้จริง  และอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้สิ่งที่พูดมาจะมุ่งไปที่ประเด็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ผลกระทบส่งถึงผู้เรียนโดยตรง ทั้งในด้านคุณภาพการเรียนรู้ และโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและภาครัฐยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่อาจสูงเกินความจำเป็น หากระบบขาดการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างจริงจัง

ถึงเวลาหรือยังที่ สกร.ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง เลิกเสียทีลูบหน้าปะจมูก เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่ “เช็กสต็อกหนังสือ” แต่มันคือ “โอกาสล้างระบบ” โดยเฉพาะเรื่อง การเปิดเผยแหล่งจัดซื้อ การเทียบราคาอย่างโปร่งใส การวัดผลการใช้งานจริง กล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะ “การเรียนรู้”ของประชาชน ไม่ควรถูกผูกกับ“ผลประโยชน์”ของใครบางคน

วันนี้ “หนังสือเรียนของสกร.”ไม่ได้ถูกตั้งคำถามแค่เรื่องคุณภาพ แต่กำลังถูกจ้องลึกไปว่า “โปร่งใสหรือเปล่า”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here