เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ เข้าพบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การปรับหลักสูตรใหม่ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงชั้น โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ที่ต้องนำเรื่อง AI และ สะเต็ม เข้ามา เรื่องขวัญกำลังใจในวิชาชีพครู  เรื่องเครดิตแบงก์ หรือ ธนาคารหน่วยกิต ระหว่างกระทรวงต่างๆ  ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (รง.)กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงการศึกษาทั้งระบบ และเป็นประโยชน์ต่อการจ้างงานรวมถึงการเรียนต่อในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการดูแลด้านการศึกษาแก่เด็กต่างด้าวว่า ยังคงยึดตามอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2535 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

“จากการหารือบางเรื่องมีความเข้าใจที่ตรงกันและได้ข้อสรุปในที่ประชุม ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จะนำข้อเสนอมาดำเนินการต่อ แต่ก็มีบางเรื่องที่ต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะไปดำเนินการและแจ้งให้กรรมาธิการฯรับทราบต่อไป” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันให้เกิด “Human Capital Super Board” เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เป็นคนคุณภาพที่ตอบโจทย์โลกอนาคตด้วย

ดร.กมล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา ที่เดินทางมาวันนี้ มีทั้งที่ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และการอุดมศึกษา ได้นำผลการศึกษาของกรรมาธิการฯมาเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปปรับใช้กับนโยบายกระทรวง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน โดยข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการฯนำเสนอแบ่งออกเป็น 3 กรอบหลัก คือ 1. การผลักดันให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะใหม่ เนื่องจากหลักสูตรเดิมล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และไม่สร้างสมรรถนะที่เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงทักษะที่จำเป็นในอนาคตให้แก่ผู้เรียน ทั้งเรื่อง AI  ภาษา เทคโนโลยีสารสนเทศ  ส่วนเรื่องแพลตฟอร์มทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงทำอยู่แล้ว กรรมาธิการฯให้การสนับสนุน เพียงแต่ขอให้เร่งให้เร็วขึ้นเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

2.การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ กรรมาธิการฯมองว่า การจัดสรรงบฯแบบรายหัว และการบริหารด้วยกรอบระบบราชการเดิม ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดทั้งงบประมาณ บุคลากร และความคล่องตัวในการบริหาร จึงเสนอให้ปรับกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ เพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และ 3 .ด้านการอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา กรรมาธิการฯ เสนอให้เร่งผลักดันระบบ CWIE หรือ Cooperative and Work Integrated Education ซึ่งเป็นการเรียนควบคู่การทำงาน โดยอยากให้เด็กได้ฝึกงานจริงทุกปี ไม่ใช่เฉพาะปีสุดท้าย พร้อมได้รับค่าตอบแทนระหว่างเรียน และเสนอให้ภาคเอกชนที่รับนักศึกษาเข้าฝึกงานสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้สถานประกอบการเข้ามาร่วมพัฒนากำลังคนมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ทำงานจริง มีรายได้ระหว่างเรียน รู้จักความรับผิดชอบ และยังช่วยลดปัญหาความรุนแรงหรือการทะเลาะวิวาทได้ด้วย เพราะเด็กจะเห็นเป้าหมายของชีวิตและอาชีพชัดเจนมากขึ้น

“นอกจากนี้กรรมาธิการฯยังสะท้อนปัญหาของโรงเรียนเอกชน ที่กำลังเสียเปรียบโรงเรียนนานาชาติ เพราะมีข้อจำกัดด้านรายได้และระเบียบค่าใช้จ่าย ทำให้พัฒนาได้ยากกว่า โดยเสนอให้ภาครัฐช่วยลดภาษี หรือเปิดทางให้โรงเรียนสามารถจัดหลักสูตรพิเศษ ห้องเรียนพิเศษ และจัดเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนของการศึกษานอกระบบและการดูแลผู้ด้อยโอกาส กรรมาธิการฯแสดงความเป็นห่วงบุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีบุคลากรอัตราจ้างจำนวนมาก แต่ขาดความมั่นคงและขวัญกำลังใจในการทำงาน ทั้งที่ต้องดูแลเด็กด้อยโอกาส ดูแลเด็กพิการ สำหรับประเด็นเด็กชายแดนที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็ถือว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องได้รับการดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ได้มีการเสนอให้ทบทวนความร่วมมือด้านการศึกษาบางส่วนกับประเทศกัมพูชาตามสถานการณ์ปัจจุบันด้วย  โดยเฉพาะเด็กที่ข้ามมาเรียนแบบไป-กลับ ก็ให้ระงับไว้ก่อน เพราะข้ามมาไม่ได้เนื่องจากด่านชายแดนปิดอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการผลักเด็กที่กำลังเรียนอยู่กลับประเทศแน่นอน”ดร.กมลกล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here