เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เปิดเผย ถึงกรณี โครงการก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลาวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ หรือ “อควาเรียมหอยสังข์” ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 1,400 ล้านบาท แต่ยังคงไม่สามารถเปิดใช้งานได้ โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาหลายด้านที่สะสมต่อเนื่อง ทั้งข้อพิพาทด้านวิศวกรรม การแก้ไขแบบก่อสร้าง การตรวจสอบการทุจริต และความไม่ชัดเจนในการตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)จัดทำรายงานสรุปสถานะปัจจุบันของโครงการอควาเรียมหอยสังข์ จังหวัดสงขลา พร้อมเสนอแนวทางดำเนินการในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้พิจารณาทุกทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าก่อสร้างต่อ ยุติโครงการ หรือปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินงาน เพื่อยุติปัญหาที่ค้างคามานานกว่า 17 ปี

นายประเสริฐ กล่าวว่า หากจะเดินหน้าโครงการฯต่อ ต้องประเมินความเหมาะสมใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเทคโนโลยีและระบบต่าง ๆ ที่ออกแบบไว้ผ่านมาหลายปีแล้ว อาจล้าสมัยและไม่สามารถใช้งานได้แล้ว อีกทั้งการบริหารอควาเรียมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับการดูแลสัตว์น้ำจำนวนมาก รวมถึงสัตว์ทะเลหายากที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า ภารกิจดังกล่าวยังเหมาะสมที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของ สอศ. หรือควรมอบหมายหน่วยงานอื่นที่มีความเชี่ยวชาญรับผิดชอบแทน ทั้งนี้ เมื่อ สอศ. จัดทำข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบและกำหนดแนวทางดำเนินการ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณของรัฐเกิน 1,000 ล้านบาท และมีผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการดังกล่าวได้รับอนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ วิจัย และแหล่งท่องเที่ยวด้านสัตว์น้ำของทะเลสาบสงขลา แต่หลังเริ่มก่อสร้างได้ไม่นานในปี 2551 ได้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ส่งผลให้ต้องหยุดก่อสร้างชั่วคราว ก่อนที่กระทรวงศึกษาธิการจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในปี 2552 เนื่องจากพบข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาก่อสร้าง แม้ต่อมารัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมหลายครั้ง เพื่อก่อสร้างอาคารและระบบประกอบต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ แต่โครงการกลับเผชิญกับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขแบบและรายการก่อสร้างจำนวนมาก จนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบ และแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 27 ราย โดยมีประเด็นการแก้ไขรายละเอียดงานก่อสร้างกว่า 102 รายการ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่ผู้รับจ้างและส่งผลให้โครงการไม่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์

ขณะเดียวกัน แม้ ป.ป.ช. จะระบุว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการสามารถดำเนินการปรับปรุงหรือก่อสร้างต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการไต่สวน เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน แต่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ยังคงชะลอการดำเนินการ เนื่องจากเพราะมีความกังวลผลกระทบทางกฎหมายและต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ ซึ่งต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งมีการประเมินว่าอาจต้องใช้งบอีกประมาณ 500 ล้านบาท หากจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนเดิม แต่ตลอดระยะเวลาที่โครงการหยุดชะงัก อาคารและอุปกรณ์จำนวนมากเสื่อมสภาพจากการถูกปล่อยทิ้งร้าง บางส่วนถูกลักขโมย จนทำให้โครงการที่ตั้งใจจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการศึกษาและการท่องเที่ยวของภาคใต้ กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดของภาครัฐ และยังคงรอคำตอบว่าจะได้รับการฟื้นฟู หรือจะกลายเป็นทรัพย์สินของรัฐที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here