เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมีนายประเสริฐ  จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รง.)นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.ยศชนัน  เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา จากกรณีเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า รัฐบาลต้องการย้ำและสื่อสารไปถึงประชาชนทั่วประเทศว่า “ลูกหลานของทุกคนต้องปลอดภัยเมื่ออยู่ในรั้วโรงเรียน” และเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในหลายมิติ จึงต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันหลายกระทรวง ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพจิต การรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม และความปลอดภัย เพื่อวางมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนก่อนกลับมาเปิดเรียนในโรงเรียนที่เกิดเหตุ จะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดทีมดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกประจำโรงเรียน และประสานนักจิตวิทยาในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรด้านจิตวิทยาเข้ามาสนับสนุน โดยในวันแรกของการเปิดเรียน กรมสุขภาพจิตจะร่วมจัดกิจกรรมฟื้นฟูและดูแลสภาพจิตใจอย่างเป็นระบบตามแนวทางมาตรฐาน โดยแยกการดูแลตามระดับผลกระทบของแต่ละกลุ่ม เนื่องจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองแต่ละคนอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน จะปิดห้องเรียนหรือพื้นที่ที่เกิดเหตุไม่ให้นำกลับมาใช้งานในช่วงนี้ พร้อมจัดพื้นที่สำหรับผู้ปกครองที่ยังมีความกังวลให้สามารถเข้ามาสังเกตการณ์และดูแลบุตรหลานได้ ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยและการลงทะเบียนอย่างเป็นระบบ สำหรับครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง และไม่พร้อมกลับเข้าไปเรียนหรือทำงานในสถานที่เดิม กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาเปิดช่องให้สามารถย้ายสถานศึกษาหรือสถานที่ปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม อีกมาตรการสำคัญก่อนเปิดเรียน คือการ “คัดกรองสิ่งผิดกฎหมายและยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย” ภายในโรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองว่าสามารถส่งลูกหลานกลับเข้าโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าแล้ว รัฐบาลจะจัดทำ “แผนมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ”ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน เพื่อใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันทั่วประเทศ โดยบูรณาการทุกมิติด้านความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ มาตรการสำคัญจะครอบคลุมการคัดกรองสุขภาพจิตของนักเรียนและครูอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างระบบส่งต่อนักเรียนกลุ่มเสี่ยงไปถึงผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้บางพื้นที่จะมีระบบคัดกรองแล้ว แต่การส่งต่อเพื่อรับการดูแลอาจยังไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จะใช้ระบบ “Train the Trainer” อบรมครูแนะแนว ครูที่ปรึกษา และบุคลากรในโรงเรียน ให้สามารถสังเกตและคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต รวมถึงให้การปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น ก่อนประสานส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้าง “Safe Zone” ให้นักเรียนสามารถแจ้งปัญหา ความเดือดร้อน หรือเรื่องที่ไม่กล้าพูดกับบุคคลรอบข้างได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

“สิ่งที่ต้องการย้ำกับประชาชนคือ ลูกหลานของท่านจะต้องปลอดภัยในรั้วโรงเรียนของประเทศไทย เราต้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้มาสร้างระบบป้องกันที่เป็นรูปธรรม และเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้ได้รับบาดเจ็บ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และหลังที่ประชุมร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้ ตนจะเรียกประชุมสถานศึกษาทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ทันที เพื่อถ่ายทอดมาตรการและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ครอบคลุมสถานศึกษาทุกประเภท ทั้งโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาชีวศึกษา โรงเรียนเอกชน และหน่วยงานการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกแห่งเตรียมพร้อมรับมาตรการยกระดับความปลอดภัย และหลังจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งจัดทำรายละเอียดและออกประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนว่าโรงเรียนจะต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยมาตรการในระยะแรก จะให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูฝ่ายปกครองเพิ่มการเฝ้าระวังและคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกรณีที่พบพฤติกรรมหรือข้อมูลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย หากพบเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงอย่างชัดเจน ครูฝ่ายปกครองจะสามารถดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงขอตรวจกระเป๋าของนักเรียนได้ตามมาตรการและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะจัดทำเป็นประกาศเพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันจะต้องยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะการติดตามเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ครอบครัว หรือสุขภาพจิต และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน นักจิตวิทยา และหน่วยงานด้านสุขภาพจิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงเด็กกลุ่มเสี่ยงและส่งต่อเพื่อรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานมาตรการด้านความปลอดภัยกับสถานศึกษา แม้โรงเรียนในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้สังกัดของหลายหน่วยงาน โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อสร้างมาตรฐานและความมั่นใจให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ รวมถึงที่มาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยังไม่ควรสรุปหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติม และควรรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ก่อน

พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการของเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต พบว่า ปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง ดังนั้นต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะดูแลความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ได้ ขณะที่โรงเรียนแน่นอนว่าเรามีระบบดูแลประชุมผู้ปกครองอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่เรียกว่า Hero OBEC Care ซึ่งตอนนี้ก็ใช้ครอบคลุม 85 % ของโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งทำให้เรารู้ว่า เด็ก ๆ มีปัญหาด้านไหนบ้าง  เมื่อเราทราบว่าน้องคนไหนมีปัญหาด้านไหนครูก็จะเชิญน้องที่มีปัญหามาทำงานร่วมกันได้ และอีกสิ่งที่สำคัญคือเรื่องการสื่อสาร ที่อยากส่งเสริมให้มีการสื่อสารสองทางเพิ่มขึ้น ให้น้อง ๆ มีคนที่ไว้ใจ สามารถพุดคุยได้ ซึ่งจะสามารถขจัดปัญหาภาวะสุขภาพจิตได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here