ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานศึกษามีบทเรียนสำคัญที่ควรนำสู่การยกระดับระบบความปลอดภัยและการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชน โดยไม่ควรมุ่งเพียงการหาผู้ผิดหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ควรทบทวนทั้งระบบตั้งแต่การป้องกันการเฝ้าระวัง การตอบสนอง ไปจนถึงการเยียวยาหลังเกิดเหตุ

ดร.อรรถพล กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และมาตรการด้านเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว รวมทั้งแนวนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมระบบเหล่านี้ให้ทำงานเป็น ระบบเตือนภัยและช่วยเหลือเด็กที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการคัดกรองและแก้ปัญหาเมื่อพบเหตุ ไปสู่ Early Warning – Early Help – Early Response คือ เห็นสัญญาณเร็ว ช่วยเหลือเร็ว และส่งต่อได้เร็ว

ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การตีตราว่าเด็กคนใดเป็นเด็กอันตราย แต่ต้องทำให้ระบบสามารถ
มองเห็นเด็กที่กำลังเผชิญปัญหา และทำให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือ โดยมีช่องทางที่ปลอดภัยและมีผู้รับผิดชอบ
ในการส่งต่ออย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรยกระดับแนวคิด Education in Emergency ให้ครอบคลุมเหตุฉุกเฉิน
ด้านความรุนแรงในสถานศึกษาด้วย โดยจัดทำระบบ Prevention–Response–Recovery ตั้งแต่การเตรียม
ความพร้อมและป้องกันความเสี่ยง การรับมือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจและการกลับเข้าสู่การเรียน
ตามปกติของนักเรียนและบุคลากร

“ผมคิดว่า การสร้างโรงเรียนปลอดภัย ไม่ควรหมายถึงเพียงการเพิ่มกล้องวงจรปิด รั้ว หรือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ควรครอบคลุมอย่างน้อย 5 มิติ ได้แก่ ความปลอดภัยทางกายภาพ จิตใจ สังคม ดิจิทัล และระบบการขอความช่วยเหลือและส่งต่อ พร้อมพัฒนาตัวชี้วัดหรือ School Safety Index เพื่อให้แต่ละสถานศึกษาประเมินจุดแข็งและช่องว่างของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน ควรมีระบบประสานงานระหว่าง สถานศึกษา สาธารณสุข ตารวจ หน่วยงานด้านสังคม ครอบครัว และชุมชน เพื่อให้การดูแลเด็กไม่หยุดอยู่ที่โรงเรียน แต่สามารถส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที” ดร.อรรถพลกล่าวและว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เด็กทั้งปลอดภัย และรู้สึกปลอดภัย และทำให้ทุกสัญญาณของปัญหานำไปสู่ความช่วยเหลือได้ก่อนที่จะสายเกินไป บทเรียนสาคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะป้องกันเหตุการณ์ครั้งต่อไปอย่างไร แต่คือเราจะสร้างระบบการศึกษาที่สามารถมองเห็น ดูแล และปกป้องเด็กได้รอบด้านเพียงใด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here