
นายประเสริฐ กล่าวว่า โครงการนี้ ศธ. ร่วมกับ บริษัท Microsoft Thailand และภาคีเครือข่ายความร่วมมือ (Coalition Partners) เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเตรียมความพร้อมของบุคลากรและแรงงานไทยให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
รมว.ศึกษาธิการ กล่าววว่า ปัจจุบันไทยมีอัตราการเติบโตในการใช้ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และผลประเมินชี้ว่านักเรียนไทยใช้ AI ในการเรียนรู้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ส่วนข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานจาก สอวช. พบว่า ในช่วงปี 2568 – 2572 ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรทักษะสูงประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่คนทำงานส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องการปรับตัว แต่ยังมีสัดส่วนน้อยที่มองว่ามีทักษะการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับ AI ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่ “เด็กควรเรียนรู้เรื่อง AI หรือไม่” แต่คือ “จะเตรียมตัวอย่างไรให้ AI เป็นผู้ช่วยที่เพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนมนุษย์” โดย ศธ.มุ่งสร้างรากฐาน 3 ชั้น เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมอย่างแท้จริง ดังนี้
– Think “คิดเป็น” ต้องฝึกให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อนพึ่งพาเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ AI คิดแทนทั้งหมด
– Use “ใช้เป็น” เข้าใจการทำงานของ AI และนำมาเป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต
– Discern “รู้เท่าทัน” มีวิจารณญาณ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ และมีภูมิคุ้มกันต่อภัยไซเบอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์
ขับเคลื่อน 4 นโยบายหลัก ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม
1. Active Learning & Competency-Based เน้นหลักสูตรสมรรถนะและการลงมือทำจริง ให้ผู้เรียนฝึกคิดและแก้ปัญหาผ่านเทคโนโลยี
2. AI Literacy Framework อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบความรู้พื้นฐานด้าน AI ให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัย (ปฐมวัยถึงอาชีวศึกษา) โดยวางแผนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2570 และสมบูรณ์แบบทั้งระบบในปี 2571
3. Upskill ครูและผู้บริหาร โดยการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ครูผู้สอน โดยใช้ครูเป็น “แกนนำและตัวคูณ” (Multiplier) ในการกระจายความรู้สู่นักเรียน
4. คืนเวลาให้ครู (Reduce Workload) โดยนำ AI และระบบดิจิทัลมาช่วยจัดการงานเอกสาร ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการอาหารกลางวัน เพื่อลดภาระและเพิ่มเวลาให้ครูได้อยู่ใกล้ชิดและดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่
“เราจะต่อยอดความสำเร็จจากเดิมที่เคยสร้างทักษะ AI ให้กับบุคลากรและนักเรียนไปแล้วราว 2-3 ล้านคน โดยมุ่งเป้าเดินหน้าวางกรอบการทำงานตั้งแต่ระดับต้นน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงอาชีวศึกษา ให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าเทียมและเท่าทัน ทั้งนี้ ศธ.และไมโครซอฟท์ฯ มีจุดเน้นที่ตรงกันว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่คน แต่ถูกนำมาใช้เป็น “ผู้ช่วย” เพื่อช่วยลดภาระงานเอกสารหรืองานประจำของครู ซึ่งจะช่วยคืนเวลาให้ครูสามารถโฟกัสกับการดูแลและสอนนักเรียนได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในส่วนของการจำกัดเวลาหน้าจอ (Screen Time) นั้น ทาง ศธ. เตรียมออกแนวทางเพื่อให้สถานศึกษานำไปปรับใช้ โดยมุ่งเน้นเรื่อง Responsible AI ในการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รู้จักคิดวิเคราะห์ และตั้งคำถามที่ถูกต้อง ลดการพึ่งพา AI จนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์”นายประเสริฐกล่าวและว่า ศธ.จะทำงานหลาย ๆ ส่วนควบคู่กันไปเพื่อให้เด็กทุกพื้นที่ เข้าถึงทักษะด้าน AI อย่างเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ และบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวง อว., กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน เช่น ไมโครซอฟท์ ผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อส่งต่อกำลังคนจากห้องเรียนสู่ตลาดแรงงานอย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจาก ศธ. ในฐานะต้นน้ำ ขยายสู่กระทรวง อว. และประชาชนทั่วไป โดยยึดหลักการสร้าง “คนให้มีความพร้อม” ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุค AI อย่างมั่นคง






