เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมการรับนักเรียนปีการศึกษา 2570 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงเข้าร่วม รวมถึงยังได้เชิญ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดเข้าร่วม พิจารณาหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสม
ดร.ภูธร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมมีความพึงพอใจต่อกระบวนการหารือในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางที่กำลังจะนำมาใช้ โดยประเด็นหนึ่งที่ต้องทบทวนคือระยะเวลาการสำรองที่นั่งของนักเรียน ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดด้านเวลาที่กระชั้นชิด โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดกรอบเวลาเพียง 7 วัน ดังนั้น จึงต้องพิจารณาปรับให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงของโรงเรียน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากโรงเรียนต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงรับนักเรียน ซึ่งบางโรงเรียนจะเริ่มกระบวนการเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และโรงเรียนที่มีหลักสูตรหรือโครงการพิเศษ
“ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการกพฐ. ได้เน้นย้ำว่า เกณฑ์การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2570 จะต้องมีความโปร่งใสเป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติงานจริงและเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น จึงได้ประสานผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ สพฐ. ให้กระจายข้อมูลไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องสะท้อนความคิดเห็น ก่อนนำข้อมูลมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมก่อนสรุปรายละเอียด เพื่อเสนอให้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนแจ้งรายละเอียดให้โรงเรียนทั่วประเทศรับทราบและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ซึ่งจำเป็นต้องวางแผนการจัดสอบและบริหารจำนวนผู้สมัครให้มีความชัดเจน”ดร.ภูธร กล่าว
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การรับนักเรียนปี 2570 จะมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์อย่างแน่นอน ส่วนจะปรับมากหรือน้อยเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ออกมาสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้อง ซึ่งอาจพิจารณาความยืดหยุ่นได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมด เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยปัจจุบัน อัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้จำนวนเด็กในวัยเรียนลดน้อยลง โรงเรียนบางแห่งมีนักเรียนไม่เพียงพอต่อการจัดชั้นเรียน กระทบต่อการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก และอาจขยายผลไปถึงระดับปฐมวัย อย่างไรก็ตาม การปรับหลักเกณฑ์รับนักเรียนจะต้องดำเนินควบคู่กับการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานศึกษาให้เหมาะสมกับจำนวนเด็กและบริบทของพื้นที่ พร้อมลดภาระงานครูด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เช่น การรับสมัครนักเรียนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน การเดินทาง และภาระงานเอกสารของโรงเรียน ทั้งนี้ สพฐ. จะนำข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้หลักเกณฑ์การรับนักเรียนปี 2570 มีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน






