เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2569 โดยเน้นย้ำให้ สพท.และสถานศึกษาทุกแห่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัยของนักเรียน การจัดการเรียนการสอน การดูแลช่วยเหลือนักเรียน การฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในปี 2570 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ นักเรียนทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง มีความปลอดภัย และได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า กรอบการขับเคลื่อนงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้แนวคิด “5-4-3-2-1” ซึ่งประกอบด้วย 5 คณะทำงาน 4 ด้านที่ต้องเปลี่ยนแปลง 3 กระแสโลก 2 เดือนแห่งการขับเคลื่อน และ 1 เป้าหมายสำคัญ โดยให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษานำไปปรับใช้ในการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 ที่จะต้องเร่งผลักดันงานสำคัญให้เกิดความคืบหน้า ทั้งนี้ สำหรับ 5 คณะทำงานหลัก ที่ สพฐ.แต่งตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ประกอบด้วย การขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการพัฒนาครูและการจัดการเรียนรู้ การสร้างสถาปัตยกรรมองค์กรสู่ความเป็นเลิศ การยกระดับการกระจายคุณภาพการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาผู้นำการศึกษาสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง โดยจะไม่เน้นการเปลี่ยนจากการวัดผลที่คะแนนเพียงอย่างเดียว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะและทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน

“สพฐ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในอนาคต โดยเฉพาะการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รวมถึงการยกระดับครูให้สามารถจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษา”ดร.ธนู กล่าวและว่า สำหรับประเด็นความปลอดภัยของสถานศึกษา ขอให้ สพท.และโรงเรียนทุกแห่งตรวจสอบความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนอย่างละเอียด โดยกำหนดรายการตรวจสอบสำคัญ 10 ด้าน ได้แก่ การเดินทางรับ–ส่งนักเรียน ระบบประตูรั้วและการควบคุมบุคคลภายนอก อาคารสถานที่และระบบป้องกันอัคคีภัย โภชนาการและสุขภาพอาหารกลางวัน การเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โรคติดต่อและฝุ่น PM 2.5 การป้องกันยาเสพติด ความรุนแรง การเล่นพนันออนไลน์ และการจัดระเบียบการจราจรภายในโรงเรียนโดยเฉพาะการจัดรถรับ–ส่งนักเรียนต้องตรวจสอบสภาพรถ ความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และระบบการรับ–ส่งนักเรียนอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ดับเพลิง ทางหนีไฟ และสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้พร้อมใช้งาน รวมถึงจัดทำแผนเผชิญเหตุและฝึกซ้อมอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิเด็ก โดยให้โรงเรียนใช้กลไกของศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สพฐ. ควบคู่กับระบบ Traffy EDU ซึ่งครอบคลุมการรับแจ้งเหตุและติดตามปัญหาความปลอดภัย 6 ด้าน เพื่อให้สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในสถานศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งการบูลลี่ กลั่นแกล้งรังแก การใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิ และพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัย โดยเมื่อเกิดเหตุจะต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานตามลำดับขั้นโดยไม่ล่าช้า

เลขาธิการ กพฐ.ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย โดยให้ทุกโรงเรียนมีแผนการเผชิญเหตุที่ชัดเจน มีระบบสื่อสารแจ้งเตือน จัดเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน ฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และประเมินผลหลังเกิดเหตุ เพื่อนำบทเรียนมาปรับปรุงมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียนและบุคลากรเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ สำหรับการฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หลังมีรายงานสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 999 แห่ง โดยมีโรงเรียนกว่า 600 แห่งรายงานความเสียหายแล้ว และมีการประเมินวงเงินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 500 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมงบประมาณเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูยังมีภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอีกมาก อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้สั่งการรให้ สพท.เร่งรายงานความเสียหายให้ครบถ้วน ตรวจสอบและปรับแผนการใช้งบประมาณเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดระบบการเรียนการสอนทดแทนในกรณีที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ของนักเรียนหยุดชะงัก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เปิดเรียนได้เร็ว และไม่ทิ้งการเรียนรู้ของเด็ก

ขณะเดียวกัน สพฐ.ได้วางแนวทางขับเคลื่อนนโยบายปี 2570 โดยให้เริ่มลงมือดำเนินการตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2569 ไม่จำเป็นต้องรอปีการศึกษาใหม่ โดยมีนโยบายสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 อ่านออกเขียนได้และเข้าใจสิ่งที่อ่าน การพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน รวมถึงการยกระดับโรงเรียนเป้าหมาย 143 แห่ง โดยใช้ผลการประเมิน RT, NT และ O-NET เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และติดตามพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก การขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 แห่ง และการส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียนขยายโอกาส โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านอาชีวศึกษาและภาคีเครือข่าย เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ในสถานศึกษา ซึ่งกำหนดการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การชี้แจงและตอบรับเข้าร่วมโครงการ ไปจนถึงการสำรวจพื้นที่ การจัดทำสัญญา และการติดตั้งระบบ โดยกำหนดกรอบเวลาสำคัญในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ.ยังเน้นย้ำวินัยการทำงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้ผู้บริหารเขตพื้นที่พร้อมรับการติดต่อประสานงานในกรณีเร่งด่วน ตรวจสอบเอกสารและข้อสั่งการจากส่วนกลางให้ถูกต้องครบถ้วน รวมถึงเร่งจัดทำรายละเอียดโครงการ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) และแผนการใช้งบประมาณให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับ สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จนถึงสถานศึกษา โดยกำหนดให้ทุกโครงการจัดทำรายละเอียดและตัวชี้วัดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 พร้อมทั้งเตรียมการจัดทำคำของบประมาณปี 2571 โดยเน้นลดความซ้ำซ้อนของโครงการ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างแท้จริง

และข้อสั่งการสรุปท้ายการประชุมกำหนดให้ ผอ.สพท.ทุกแห่งยืนยันผลการตรวจความปลอดภัยของโรงเรียนในสังกัดก่อนเปิดภาคเรียน พร้อมกำชับให้โรงเรียนรายงานการดำเนินงานผ่านระบบ Traffy EDU และหากเกิดเหตุร้ายแรงต้องรายงานหน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับขั้นทันที เพื่อให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้เร่งรายงานความเสียหายและความคืบหน้าการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายตามกำหนด เพื่อให้ส่วนกลางสามารถติดตามและประเมินผลได้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here