เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ชมรมผู้บริหารโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งยกระดับศักยภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ให้สามารถจัดการเรียนรู้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยี AI โดยมีคุณภาพและสมรรถนะของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ และความร่วมมือจะเน้นการนำ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปใช้จริงในห้องเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเอง นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ และสร้างผลงานหรือนวัตกรรมจากการลงมือปฏิบัติจริง

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา ประธานการลงนาม MOU กล่าวถึงแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา ว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้ทุกส่วนราชการ องค์กรหลัก องค์กรในกำกับ เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ให้ความสำคัญกับ AI และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) ชมรมผู้บริหารโรงเรียน และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เพื่อพัฒนาผู้บริหารและครูยุคใหม่ให้สามารถใช้ AI ทั้งด้านการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า AI สามารถนำมาเชื่อมกับ Active Learning เพื่อสร้างห้องเรียนที่เด็กมีความสุขและมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ โดยครูต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น “โค้ชและพี่เลี้ยง” กระตุ้นให้เด็กค้นคว้า ตั้งคำถาม และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ต้องย้ำว่า “AI ไม่ได้มาแทนครู แต่เป็นเครื่องมือช่วยครู” หัวใจสำคัญ คือ ต้องไม่ปล่อยให้เด็กใช้ AI เพียงเพื่อหาคำตอบ แต่ต้องฝึกให้ คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำข้อมูลจาก AI มาวิเคราะห์ ไตร่ตรอง ประเมินคุณค่า และประมวลผลด้วยตนเอง พร้อมปลูกฝังจริยธรรมและความรับผิดชอบ เพราะ AI เปรียบเสมือน “เหรียญสองด้าน” หากใช้ผิดทางอาจนำไปสู่การสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย หรือสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นได้ ดังนั้น การใช้ AI ในสถานศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือของ ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง โดยผู้บริหารต้องสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ครูพัฒนาการใช้ AI มีระบบนิเทศติดตาม ตลอดจนจัดเวที PLC แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอนวัตกรรม เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาเด็กให้เป็นทั้ง คนดีและคนเก่งอย่างแท้จริง

นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมพัฒนาการศึกษาระหว่าง สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) สมาคมประถมศึกษา กทม. และโรงเรียนกว่า 31 แห่ง เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดย พว. ได้นำวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรมด้าน AI ภายใต้แนวคิด “PW Plus” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาทุกระดับทั่วประเทศ ตั้งแต่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ ให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ยกระดับการศึกษาไทยให้ก้าวไกลอย่างเป็นรูปธรรม
นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.)กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไม่สามารถขับเคลื่อนโดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย Partnership ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในระดับ Local Partnership และ Global Partnership เพื่อระดมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาร่วมพัฒนาการศึกษา การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครู ซึ่งเป็นกำลังหลักในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ ก่อนส่งต่อผลลัพธ์ไปถึงนักเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
นายวัชรวีร์ ธีระเดชโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำทิพย์ประธานชมรมผู้บริหารโรงเรียน กล่าวว่า การลงนาม MOU ต้องเป็น จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จบอยู่เพียงบนกระดาษ ผู้บริหารและครูต้องนำสาระสำคัญจากความร่วมมือไปขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในห้องเรียน โดยเฉพาะผู้บริหารต้องปรับ Mindset จากการบริหารองค์กรเพียงอย่างเดียว สู่การเป็น ผู้นำการจัดการเรียนรู้และผู้นำการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนครูให้นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม สำหรับปัญหาเด็กติดเทคโนโลยี สถานศึกษา ครู และผู้ปกครองต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีให้เด็กรู้จักเลือกใช้เท่าที่จำเป็น ใช้อย่างมีคุณภาพ รู้เท่าทัน และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นผู้ควบคุมเด็ก
นางกมัยธร ไชยชาญยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท กล่าวว่า การลงนาม MOU กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) มีประโยชน์อย่างมากต่อการนำ AI และเทคโนโลยีลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ โดยจุดเริ่มต้นสำคัญต้องพัฒนาผู้บริหารให้มี ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดสู่การพัฒนาครูและบุคลากร ก่อนเชื่อมโยง AI เข้ากับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งการใช้ AI ต้องคำนึงถึง ความคุ้มค่า คุณธรรมและจริยธรรม ควบคู่กัน ไม่ปล่อยให้เด็กพึ่งพาหรือหมกมุ่นกับเทคโนโลยีมากเกินไป แต่ต้องมีการกำกับการใช้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตร เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพการศึกษา และช่วยเชื่อมโยงการศึกษาไทยสู่ระดับสากล
ดร.ภารดี ผางสง่า ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอมรินทราราม กล่าวว่า การทำ MOU ครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการ ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. โดยเฉพาะโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัด ซึ่งเดิมได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากร สื่อ วัสดุและอุปกรณ์จากวัดอยู่แล้ว เมื่อได้ พว. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ สื่อและหนังสือเรียนเข้ามาร่วม จึงช่วยเติมเต็มการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สำหรับการรับมือกับ AI โรงเรียนให้ความสำคัญกับหลักการพัฒนาครูก่อนลงสู่เด็ก โดยมีการ Up-skill และ Re-skill ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้เท่าทัน AI หลักสูตร และการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมพัฒนาครูทุก 4 เดือน โดยหลังจากทำ MOU คาดหวังว่า พว. จะเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้สำหรับครูอย่างเป็นระบบ เป็นเครือข่ายวิชาการสนับสนุน 37 โรงเรียน ให้สามารถพัฒนาครูและนำเทคโนโลยีไปใช้กับผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อรักษาบทบาทการเป็นผู้นำทางวิชาการของประเทศต่อไป







เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ (ศพส.) ร่วมกับ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด สกร. ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกประชาชนในการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จำนวน 9,000 บาท โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถยื่นคำร้องผ่านระบบด้วยตนเอง
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ไม่ถนัดการใช้คอมพิวเตอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถดำเนินการยื่นคำร้องด้วยตนเองได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงมอบหมายให้ สกร. และครู สกร. ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ ลงไปทำงานเชิงรุกในชุมชน เพื่อประสานและอำนวยความสะดวกในการกรอกข้อมูลและยื่นแบบคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือตามขั้นตอนของภาครัฐ
“เราต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนเสียสิทธิ์ เพียงเพราะเขาใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น หรือไม่เข้าใจขั้นตอนการยื่นเอกสาร เพราะในวันที่ประชาชนกำลังลำบาก หน่วยงานรัฐต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเขา โดย ดร.เกศทิพย์ ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด ให้ครู สกร.ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ลงพื้นที่สำรวจและช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นกลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินการยื่นคำร้องผ่านระบบด้วยตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้อย่างทั่วถึง” นายอัครนันท์ กล่าวและว่า บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีเพียงการจัดการเรียนการสอนหรือให้ความรู้เท่านั้น แต่ครูยังเป็นบุคลากรที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและประชาชน สามารถช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังประสบความเดือดร้อน
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ดูแลประชาชนเฉพาะในห้องเรียน แต่ต้องดูแลประชาชนในวันที่เขาเดือดร้อนด้วย เรามีครู สกร. อยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หากความรู้และกำลังของครูสามารถช่วยให้ประชาชนคนหนึ่งได้รับเงินเยียวยาที่เขามีสิทธิ์ได้รับ เราก็ควรใช้เครือข่ายของเราเข้าไปช่วยทันที การดำเนินการดังกล่าวจะเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีข้อจำกัดด้านการใช้เทคโนโลยี และครัวเรือนที่ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องและให้ประชาชนสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐได้อย่างทั่วถึง

























ดร.ธนู กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ที่โรงเรียนวัดอรัญญิกาวาส อำเภอเมืองราชบุรี มีนักเรียน 27 คน โดยบ้านนักเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้ง 27 คน โรงเรียนประกาศปิดเรียนระหว่างวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 ก่อนหน้านี้มีน้ำเข้าท่วมอาคารเรียน แต่ขณะนี้ระดับน้ำลดลงและไม่ท่วมอาคารแล้ว เหลือเพียงพื้นที่ภายในโรงเรียนบางส่วนที่ยังมีน้ำท่วม ทั้งนี้ โรงเรียนได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ปัจจุบันมีผู้เข้าพักประมาณ 90 คน ส่วนที่โรงเรียนวัดท่าโขลง อำเภอเมืองราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนวัดอรัญญิกาวาสประมาณ 3 กิโลเมตร โรงเรียนมีนักเรียน 43 คน และบ้านนักเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้ง 43 คน โดยโรงเรียนปิดเรียนระหว่างวันที่ 30 กันยายน–9 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาเคยมีน้ำเข้าท่วมอาคารเรียน แต่ปัจจุบันน้ำลดลงแล้ว เหลือพื้นที่บริเวณโรงเรียนที่ยังมีน้ำท่วม ทั้งนี้ โรงเรียนได้เปิดพื้นที่ภายในโรงเรียนให้ชุมชนใช้เป็นเส้นทางผ่าน เพื่อช่วยระบายน้ำลงสู่แม่น้ำแม่กลอง และที่โรงเรียนอนุบาลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง ซึ่งมีนักเรียน 246 คน และมีนักเรียนที่บ้านประสบภัยน้ำท่วม 114 คน โดยโรงเรียนประกาศปิดเรียนตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 และขณะนี้เข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนแล้ว สถานการณ์ล่าสุดระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมบริเวณโรงอาหาร ขณะที่อาคารเรียนมีน้ำปริ่มบริเวณบันได แต่ยังไม่ไหลเข้าภายในอาคารเรียน
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ด้วยสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ขณะนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยสถานศึกษา นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมาย สพฐ. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับมาตรการด้านความปลอดภัยและการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากร และประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาติดตามระดับน้ำ ประเมินผลกระทบ และรายงานสถานการณ์เป็นรายวัน พร้อมพิจารณาปรับหรือหยุดการเรียนการสอนตามความเหมาะสม ดูแลความปลอดภัยของอาคารและการเดินทาง ตลอดจนเร่งสำรวจความเสียหายและความต้องการจำเป็นของนักเรียนและสถานศึกษา เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
“จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยในวันนี้ ได้เห็นถึงน้ำใจและความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน ต้องขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และร่วมกันดูแลนักเรียน รวมถึงประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและอาคารสถานที่อย่างเต็มกำลัง โอกาสนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ไปได้ด้วยความราบรื่นและปลอดภัย สพฐ. พร้อมติดตามสถานการณ์และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและทุกคนที่ได้รับผลกระทบจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายสู่ภาวะปกติ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

