เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุม “คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ครั้งที่ 1/2569” ที่มี ศ.(พิเศษ) วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธาน ดร.สุภัทร จำปาทอง รองประธาน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องสิปปนนท์ เกตุทัต ชั้น 2 อาคาร 2 สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายประเสริฐ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีคณะอนุกรรมการร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้าง ธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษาด้วยกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และต่อยอดสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว โดยมีความคาดหวังว่า จะสามารถจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ได้แล้วเสร็จ ประมาณกลางเดือน สิงหาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ และส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาในเดือนกันยายน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในเดือนธันวาคม และจะสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ได้ภายในปลายปี 2570 ซึ่งในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้วางเป้าหมายในการทำกฎหมายฉบับนี้ให้สามารถพลิกโฉมการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง สามารถตอบโจทย์ปัญหาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญคือ กฎหมายต้องมีความยืดหยุ่น จำนวนมาตราไม่มาก เน้นกำหนดเฉพาะหลักการสำคัญ เพื่อให้มีสภาพบังคับใช้ได้นานและรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ โดย ศ.(พิเศษ) วิศิษฏ์ ได้แนะนำแนวทางในการร่างกฎหมาย พร้อมทั้งตั้งประเด็นสำคัญว่า เราอยากเห็นอะไร เราต้องสื่อสารให้ชัดเจนทั้งในตัวร่างกฎหมายและการนำเสนอ ดังนั้นการกำหนดหลักการของกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้ได้โครงร่างที่ชัดเจนแล้วนำสิ่งอื่น ๆ มาแต่งเติมให้สมบูรณ์ต่อไป
“เนื่องจาก สกศ. ได้ขับเคลื่อนการทำงานและสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาอย่างยาวนาน จึงมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรและข้อมูล ที่ประชุมจึงมีข้อเสนอร่วมกันว่าการขับเคลื่อนร่างกฎหมายในครั้งนี้ จะไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่จะใช้วิธีดึงข้อมูลจากร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (660/2564) มาเป็นฐาน โดยเฉพาะหลักการเรื่องการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จากนั้นจะนำมาแต่งเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการเลือกจุดเด่น จาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และร่างฉบับอื่นที่เคยเสนอประกบพร้อมบูรณาการงานวิจัยด้านการศึกษาเข้าไปด้วย เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาต่อยอดและบูรณาการจัดทำเป็นร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การพัฒนามากที่สุด ซึ่งการร่วมมือกันวางรากฐานกฎหมายใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในการสร้างธรรมนูญการศึกษา ที่จะเปลี่ยนโฉมและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ดีขึ้น และขับเคลื่อนทุนมนุษย์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง”นายประเสริฐกล่าว






