ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงอันดับการแข่งขันบนเวทีโลกด้านการศึกษาของประเทศไทยว่า จากผลการจัดอันดับ IMD World Competitiveness Yearbook 2026 ที่ประเทศไทยมีข่าวดีจากการขยับอันดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 26 ของโลก ดีขึ้น 4 อันดับจากปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาในมิติการศึกษา ประเทศไทยยังอยู่เพียง อันดับ 52 จาก 70 ประเทศ สะท้อนว่าการศึกษายังคงเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว แม้จะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังอยู่กลุ่มรั้งท้าย
ดร.อรรถพล กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกตีความเพียงว่า “อันดับดีขึ้น” แต่ควรใช้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยมองลึกลงไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษา การพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 “IMD ไม่ได้วัดเฉพาะคุณภาพการเรียนการสอน แต่กำลังสะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถสร้างคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น หากประเทศไทยยังมองการศึกษาแยกขาดจากการพัฒนากำลังคนและการสร้างนวัตกรรม ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้านการศึกษาให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้”
ดร.อรรถพล กล่าวต่อว่า ผลการจัดอันดับปีนี้มีทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องเร่งปรับปรุง หลายตัวชี้วัดมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น การใช้ภาษาอังกฤษ อัตราการไม่รู้หนังสือ และการตอบสนองของการศึกษาต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวชี้วัดสำคัญอย่างผลการทดสอบ PISA ทักษะภาษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ ดัชนีมหาวิทยาลัย และผลสัมฤทธิ์ของอุดมศึกษา ยังอยู่ในระดับที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับอย่างจริงจัง
“ประเทศที่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการแข่งขันของโลก ไม่ได้ลงทุนเฉพาะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่สร้าง “ระบบนิเวศแห่งทุนมนุษย์” ที่เชื่อมโยงการศึกษา การวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้าน STEM ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาษาอังกฤษ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่หลายประเทศใช้เป็นกลไกยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ดร.อรรถพลกล่าวและว่า สำหรับประเทศไทยตนเห็นว่า สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการไม่ใช่เพียงการปรับปรุงอันดับในรายงานระหว่างประเทศ แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการวัดผลสำเร็จของ “ระบบการศึกษา” ไปสู่การสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ผ่านการพัฒนาสมรรถนะ การยกระดับทักษะ การเชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงาน และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการยอมรับผลลัพธ์การเรียนรู้จากรูปแบบใหม่ เช่น Micro-credential และ Credit Bank
นอกจากนี้ ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลการศึกษาที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับมีความครบถ้วน ถูกต้อง และทันสมัย ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในการออกแบบกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันของโลกอย่างรวดเร็ว “การยกระดับอันดับด้านการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงการศึกษา ทักษะ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความต้องการของภาคเศรษฐกิจเข้าด้วยกันได้ การศึกษาจะไม่ใช่เพียงภาคสังคมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นพลังขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน






