เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบทิศทางการขับเคลื่อนงานสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในการประชุมผู้บริหารและบุคลากร สกศ.ว่า ได้มีการกำหนดกรอบการทำงาน 18 ประเด็นสำคัญ โดยมุ่งให้ สกศ.ทำหน้าที่ด้านนโยบายการศึกษาของประเทศอย่างเข้มแข็ง เชื่อมงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประเด็นสำคัญแรกคือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันใช้มาครึ่งทางประมาณ 10 ปีแล้ว จึงต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้า ประเมินผลการดำเนินงานตามแผน และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ควบคู่กับการเร่งรัดติดตาม มาตรฐานการศึกษาของชาติ ที่นำเสนอคณะรัฐมนตรี พร้อมกำหนดแนวทางนำมาตรฐานลงสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม และสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า สำหรับด้านการศึกษาปฐมวัย จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของจังหวัดในการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนงบประมาณให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานวิจัยทางการศึกษา จะเน้นสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำผลงานวิจัยไปใช้จริง รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลด้านการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการกำหนดนโยบาย

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า สกศ.จะผลักดันแนวคิด All For Education เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา ทั้งด้านบุคลากรและทรัพยากร พร้อมเดินหน้า NQF และ Credit Bank โดยพัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ วางระบบธนาคารหน่วยกิต และสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการสะสมผลการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง และอีกภารกิจสำคัญคือ การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนากฎหมายการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปรับสูตรการคำนวณ เงินอุดหนุนรายหัว ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และเสนอของบประมาณให้เพียงพอต่อการพัฒนาเด็ก

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเตรียมจัดเวทีประชุมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผลักดัน Digital Office ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลลดการใช้กระดาษ เพิ่มความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับ UNESCO และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อน Learning City และ Creative City เพื่อพัฒนาเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้และเมืองแห่งการสร้างสรรค์ด้วย

“ผมจะให้น้ำหนักกับการลงพื้นที่ภาคสนาม เพื่อให้บุคลากรเห็นสภาพจริง นำข้อมูลจากงานวิจัยและพื้นที่ไปจัดทำนโยบายและแผน พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีให้เกิดผลบังคับใช้ รวมถึงจัดทำ Sandbox ทดลองรูปแบบการพัฒนา ก่อนนำผลการศึกษาและวิจัยไปขยายผลในวงกว้าง”ดร.พิเชฐกล่าวและว่า ส่วนการบริหารองค์กร จะเร่งการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาบุคลากรและหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญกำลังใจ โดยย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร ทั้งนี้ 18 ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ สกศ.ที่จะขยับจากการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงวิชาการ ไปสู่การเชื่อม “วิจัย–นโยบาย–การปฏิบัติ” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอด้านการศึกษาสามารถนำไปใช้และสร้างผลลัพธ์ต่อผู้เรียนและระบบการศึกษาของประเทศได้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here