หยอก หยอก วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 *** นิ่งเมื่อผิดหวัง ความเงียบ ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น *** ช่วงนี้ข่าวทุจริต ในการบริหารบ้านเมืองของประเทศออกมาให้เห็นแทบทุกวัน โดยเฉพาะประเด็น “นักการเมืองโกง ข้าราชการเอื้อ…วงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ” ทุกครั้งที่เกิดคดีทุจริตใหญ่ สังคมมักตั้งคำถามว่า ใครคือ “ตัวการ”? นักการเมือง หรือข้าราชการ แต่ในความเป็นจริงการทุจริตในหลายกรรมหลายวาระจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มี “การจับมือกัน” ระหว่างอำนาจการเมืองกับข้าราชการ นักการเมืองบางคนเข้ามาพร้อมนโยบายสวยหรู พูดเรื่องประชาชน พูดเรื่องปากท้อง พูดเรื่องความโปร่งใส แต่ลับหลังกลับใช้ตำแหน่งแทรกแซงงบประมาณ ล็อกสเปก จัดสรรโครงการให้พวกพ้อง หรือ สร้างระบบผลประโยชน์ตอบแทนทางการเมือง ขณะที่ข้าราชการบางส่วน ซึ่งควรเป็น “กลไกปกป้องผลประโยชน์รัฐ” กลับเลือกเป็น “ฟันเฟือง” ในขบวนการโกง บางคนเซ็นเอกสารทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง บางคนเงียบเพื่อรักษาตำแหน่ง บางคนหวังเติบโตในสายอำนาจ และบางคนได้ส่วนแบ่งจากโครงการมหาศาลจึงไม่ใช่การโกงของคนคนเดียว แต่เป็น “ขบวนการ” อันตรายที่สุดคือ เมื่อการเมืองเข้าไปครอบงำระบบราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายไม่ยึดความสามาร แต่ยึด “ความใกล้ชิด”คนมีเส้นได้เลื่อนตำแหน่ง คนทำงานจริงกลับถูกดอง สุดท้ายระบบทั้งระบบจึงอ่อนแอ *** วันนี้ หยอก หยอก ขอทำหน้าที่สื่อ..ที่เห็นระบบนี้มายาวนานกว่า 20 ปี ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ดีขึ้น นับวันแต่จะทวีคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ ประเทศที่ข้าราชการไม่กล้าขัดนักการเมือง คือประเทศที่เปิดประตูให้การทุจริตเติบโต ขณะเดียวกัน นักการเมืองที่ใช้อำนาจแทรกแซงทุกเรื่อง ก็ทำให้ระบบตรวจสอบหมดความศักดิ์สิทธิ์ เห็นภาพเดิมซ้ำๆ โครงการใหญ่ งบใหญ่ แต่ได้ของไร้คุณภาพ งบสร้างโรงเรียน แต่เด็กยังเรียนในอาคารทรุดโทรม งบพัฒนาการศึกษา แต่ครูกลับขาดอุปกรณ์ คำถามสำคัญคือ เงินหายไปไหน? คำตอบที่สังคมรู้กันดี คือมันหายไปใน “ระบบแบ่งผลประโยชน์” น่าเศร้าที่สุดคือ คนโกงจำนวนไม่น้อยยังลอยตัว บางคนกลับได้เลื่อนตำแหน่ง บางคนย้ายไปนั่งที่ใหม่ บางคนกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม ขณะที่คนเปิดโปงอย่าง หยอก กลับถูกมองว่าเป็น “แกะดำ” ก็ไม่รู้ว่า ในยุคพรรคเสื้อแดง ที่กุมบังเหียนวังจันทร์เกษม ได้หายไปตั้งแต่ปี 2557 จะดีขึ้น หรือแค่สร้างภาพ? เข้าเรื่องที่เกี่ยวโยงกับการทุจริตเลยนะ…ตอนนี้ทราบข่าวว่า อัยการสูงสุดมีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้ ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ ภูมิพิชญ์ วโรดมรุจิรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ไปรายงานตัวกับพนักงานอัยการในวันที่ 14 พ.ค.2569  เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในฐานความผิด กำหนดค่าปรับ SP2 ไม่เท่ากัน  ไม่ดำเนินการสอบสวนกรณีเอกสารจัดซื้อครุภัณฑ์สูญหาย ทำให้ข้าราชการกว่า 190 ชีวิตต้องถูกไล่ออกจากราชการ  และการทำสัญญาบางครุภัณฑ์ไม่ตรงกับตามประกาศใน TOR ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าทั้งสองคนไม่ไปรายงานตัว *** พีคกว่านั้น คือ กรณี ศศิธารา ที่ส่วนราชการต้นสังกัดต้องออกคำสั่งเพิ่มโทษจาก”ปลดออก” เป็น “ไล่ออก”จากราชการตามมติ สำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)และยุติการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ แต่จนถึงขณะนี้หน่วยงานต้นสังกัดตำแหน่งสุดท้ายที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ก็ยังไม่ดำเนินการ เช่นเดียวกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่มีอดีตเลขาธิการ กพฐ. ถูกคำสั่ง “ไล่ออก” และ มีอดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการรอาชีวศึกษา ที่ถูกไล่ออกเช่นกัน ก็ยังไม่มีการรายงานไปยัง อ.ก.พ.กระทรวงฯรับทราบ  เพราะ อ.ก.พ.กระทรวงฯจะต้องรายงานให้ ป.ป.ช. ทราบด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ถูกลงโทษทางวินัย เนื่องจากเกษียณอายุราชการผ่านไป 3 ปีแล้ว  ก็ยังมีคดีทางอาญาที่ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไป *** หยอก หยอก ไม่ได้เขียนซ้ำเติมใคร..นะ แต่เป็นห่วงพวกท่านว่าจะผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่..เท่านั้นเอง *** ตอนนี้ถ้าจะบอกว่า รมต.หนุ่มน้อย “กอล์ฟ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการศึกษาก็น่าจะไม่ผิด เพราะเป็นการเข้ามาแบบคาดหวังจะมาทำให้วงการศึกษาหลุดพ้นจากกับดักต่าง ๆ โดยเฉพาะกับวงการการศึกษานอกระบบที่เจ้าตัวย้ำเสมอว่า จบมาจาก กศน.(เดิม) หรือ สกร.ในปัจจุบัน … เป็นรัฐมนตรีที่ขยันลงพื้นที่อย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวก็บอกตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งแล้วว่า จะลงพื้นที่รับฟังปัญหา เป็นการฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่หรือหน่วยปฏิบัติจริง ๆ จะไม่ทำงานแบบสั่งการ  การรับฟังจะทำให้ทราบปัญหาเพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด … อันนี้ก็จริง ต้องฟังถึงจะรู้ … และก็การรับฟังนี่แหละที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าเป็นการตรวจสอบระบบจัดซื้อหนังสือของ สกร.ที่ได้หนังสือไม่มีคุณภาพ  … สั่งการไปแล้วตามบ้างรึยัง  การลดภาระงานครูอย่างเป็นระบบ ทบทวนและควบรวมโครงการซ้ำซ้อนในกระทรวงฯ เพื่อคืนเวลาให้ครู … เอาเข้าจริงทำได้บ้างหรือยัง   ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและครู เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและสถานศึกษาที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน … อันนี้ถ้าไม่เกิดเหตุไม่มีทางรู้ได้ว่าปลอดภัยหรือยัง  โครงการยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ การปรับโฉม “ท้องฟ้าจำลอง” ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่การจัดแสดงแบบเดิม … ต้องรอดูว่าจะเกณฑ์เด็กเข้าไปใช้บริการได้แค่ไหน  รื้อหลักสูตรและนำ AI มาใช้ ปรับปรุงหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ สสวท. … ปรับหลักสูตรไม่ใช่ดีดนิ้ว มันต้องใช้เวลา …. นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ***  “จอมโปรเจกต์” หรือ “ผู้พลิกโฉม” (เสียงในหัวจากคนพื้นที่ดังจนสะท้อนมาถึงหูหยอก) มีความคาดหวังสูงโดยไม่ได้ดูบริบทและความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มาพร้อมความคาดหวังสูงลิ่วและอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แต่ บริบทของชาวบ้านและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่มีความหนืดสูงมาก หากใส่โปรเจกต์เข้าไปรัว ๆ แบบโนสนโนแคร์ ระวังคนทำงานจะ”น็อก”เด้อ ก็มาเปลี่ยนกันแบบรายวันมันจะไหวเรอะ ….ก็ว่ากันไป 555 *** ตบท้ายด้วย กระแสการโยกย้าย โดยปีนี้มีผู้บริหารระดับ 11 เกษียณอายุราชการ ถึง 2 คน และระดับ 10 อีก 4 คน ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งแต่งตั้งไปพร้อมกันในคราวเดียว หรือ เคลียร์ระดับ 10 ก่อน ซึ่งกรณีหลังก็จะเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีคุณสมบัติได้ออกแรงกันหน่อย … อะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ (ไม่ต้องให้บรรยายเนาะ) แต่แว่วมาว่าตอนนี้มี ตัวเต็ง ตัวตึง ที่มีโอกาสได้เข้าชิงขึ้นครองเก้าอี้ ซี 11 ตั้ง 4 คน อดใจรออีกหน่อย รอจิ้งจกทักแป๊บ นะจ๊ะนะจ๊ะ ***

 

 

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here