เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายบุญรวี ยมจินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมใจไทย ตั้งกระทู้ถามสดต่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงแนวทางแก้ปัญหาการศึกษาไทย ทั้งประเด็นเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกรับ “ค่าแป๊ะเจี๊ยะ” เพื่อฝากเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐชื่อดัง
นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand Zero Dropout” อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสามารถดึงเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 600,000 คน กลับเข้าสู่ระบบได้แล้วประมาณ 120,000 คน หรือร้อยละ 20 และตั้งเป้าหมายดึงกลับให้ได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต โดยมีแนวทางดำเนินงานเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ต้นน้ำ ใช้ระบบ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” และจัดตั้งคลินิกดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงเป็นรายบุคคล กลางน้ำ ใช้ระบบ OBEC LSSS ค้นหาเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบ พร้อมจัดรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น Mobile School และ ปลายน้ำ ส่งครูพี่เลี้ยงและกลไกท้องถิ่นติดตามดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางและผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวใหม่ เพื่อกระจายทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงครอบครัวเปราะบาง โดยเตรียมจัดโครงการ “ชุดนักเรียนธงฟ้า” และ “Back to School 2026” กว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ส่วนประเด็นปัญหา“แป๊ะเจี๊ยะ”หรือการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง นั้น ยอมรับว่าเคยมีข่าวปรากฏในอดีต แต่ยืนยันว่ากระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 อย่างเข้มงวด อาทิ ห้ามสอบวัดความรู้ระดับอนุบาลและ ป.1 จำกัดสัดส่วนการรับนักเรียนตามเงื่อนไขพิเศษไม่เกินร้อยละ 20 และห้ามรับเด็กฝากนอกหลักเกณฑ์ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการรับนักเรียนอย่างโปร่งใส
นายประเสริฐ กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2570 จะยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริตเพิ่มอีก 3 ด้าน ได้แก่ การบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การเปิดเผยหลักเกณฑ์และผลการคัดเลือกต่อสาธารณะ และการดำเนินการทางวินัยและกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมตรวจสอบกระบวนการรับนักเรียนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางร้องเรียนผ่านสายด่วนการศึกษา 1579 เฟซบุ๊กศูนย์บริการประชาชนกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนกรณีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีแนวโน้มจำนวนนักเรียนลดลง นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ยืนยันว่ากระทรวงจะเน้น “ยกระดับคุณภาพ” มากกว่าการยุบโรงเรียน โดยกำหนด 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.พัฒนา “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนในพื้นที่ โดยเริ่มนำร่องใน 20 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 2.สนับสนุนค่าเดินทางนักเรียน ควบคู่กับระบบประกันภัยการเดินทาง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา 3.ขับเคลื่อน “โคราชโมเดล” ในรูปแบบ Sandbox บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนขยายผลสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ คือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันการทุจริตในระบบรับนักเรียน และยกระดับคุณภาพโรงเรียนทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม






