เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ ขยายระยะเวลาการใช้กรอบอัตรากำลังของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จำนวน 4,597 อัตรา ออกไปอีกไม่เกิน 1 ปี เพื่อไม่ให้การบริหารงานบุคคลสะดุดและไม่กระทบสิทธิประโยชน์ของบุคลากร พร้อมเร่งจัดทำกรอบอัตรากำลังใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นอกจากนี้ ยังเห็นชอบกำหนดกรอบอัตรากำลังใหม่ของ สกร. ได้แก่ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา 84 อัตรา และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 960 อัตรา รวม 1,044 อัตรา เพื่อรองรับโครงสร้างใหม่ โดยไม่เป็นการของบประมาณเพิ่มเติมจากภาครัฐ พร้อมปรับปฏิทินการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหาร สกร. ประจำปี 2569 โดยกำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้ายกรณีปกติ รอบ 2 ระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม 2569

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ประชุมเห็นชอบปรับกรอบอัตรากำลังตำแหน่งคณาจารย์ในสถานศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษา ให้เปลี่ยนจากการกำหนดอัตราแยกตามประเภทหรือสาขาวิชา มาเป็นการกำหนดในภาพรวมของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้บริหารกำลังคนได้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับภารกิจและการพัฒนาหลักสูตรในอนาคต นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบ (ร่าง)หลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งประเภทอำนวยการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) โดยกำหนดรูปแบบการย้าย 3 กรณี ได้แก่ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ พร้อมกำหนดให้ทุกกรณีต้องผ่านการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

“ที่ประชุมยังเห็นชอบ ปรับรายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนประเมินศักยภาพผู้ขอย้ายตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (การย้ายกรณีปกติ) ประจำปี 2569 ของ สพฐ. สอศ. และ สกร. ให้สอดคล้องกับนโยบาย “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” โดยให้น้ำหนักกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้น อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การปรับแก้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูตาม ว18/2566 หลังจาก ก.ค.ศ. เคยมีมติให้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวกลับมาใช้ชั่วคราวระหว่างการพัฒนาระบบ TRS โดยครั้งนี้ได้ปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวทางบริหารอัตรากำลังผ่านระบบ SCS (ว12/2567) กำหนดให้พิจารณาผู้ขอย้ายจาก กลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอกที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง หรือผ่านการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งตรงกับความต้องการของสถานศึกษาเป็นลำดับแรก และจึงพิจารณาผู้ที่มีประสบการณ์สอนในวิชาที่จำเป็นเป็นลำดับถัดไป เพื่อให้การย้ายครูมีความชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และสอดคล้องกับระบบบริหารอัตรากำลังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน”นายประเสริฐกล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here