เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรีราชบุรี คณะผู้บริหารและครูจากสถานศึกษาในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อถอดบทเรียนการเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่ “ท่องจำความรู้” สู่พื้นที่สร้างผู้เรียนที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะได้ลงพื้นที่ดูการจัดการเรียนรู้จริงและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่าน 7 รูปแบบสำคัญ ทั้ง Montessori ระดับปฐมวัย การพัฒนากระบวนการคิดด้วยแพลตฟอร์ม Eduten จากฟินแลนด์ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ EIS ภาษาจีน หลักสูตรวัคซีนป้องกันเด็กจมน้ำ หลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยง สพฐ.–อาชีวศึกษา–อุดมศึกษา และหลักสูตรวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
พระสังฆราชซิลวีโอ ศิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศนำมาใช้ และมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ขณะที่บทบาทของครูเปลี่ยนจากการเป็นผู้สอนมาเป็นโค้ช ทำหน้าที่ชี้แนะแนวทางและสนับสนุนให้นักเรียนสามารถคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ และติดตามผลสำเร็จของการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แนวทางดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาสังคมและประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม แม้โลกการศึกษาจะก้าวเข้าสู่ยุคนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แต่การศึกษาจะมุ่งพัฒนาเฉพาะความรู้หรือสติปัญญาเพียงด้านเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องพัฒนา “จิตใจ” ควบคู่กันไป เพื่อให้นักเรียนเติบโตอย่างสมบูรณ์และสามารถก้าวหน้าได้อย่างสมดุล ไม่ใช่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นการยกระดับการศึกษาของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ครู ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ที่จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับความรู้และคุณภาพของเด็กเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญและอนาคตของประเทศ
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี เปิดเผยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Active Learning จนเกิดผลเป็นรูปธรรมว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการหรือรูปแบบการสอนใหม่เข้ามา แต่คือการทำให้ครูเข้าใจว่า “ทำไมต้องเปลี่ยน” และการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อครูเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน การปรับตัวจะง่ายขึ้น และสิ่งที่เปลี่ยนตามมาคือทั้งกระบวนการเรียนการสอน วิธีคิด และ Mindset ของครู โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่ Growth Mindset ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ Active Learning สามารถเกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ทำให้วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ประสบความสำเร็จ
“ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3–4 ปีได้ คือ ความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับครู ผู้บริหารต้องลงไปทำงานร่วมกับครู ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และเข้าใจสภาพจริงของครูและนักเรียน เพราะยิ่งผู้บริหารอยู่ห่างจากครูมากเท่าใด ช่องว่างในการทำงานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทางลัด ของการพัฒนาโรงเรียน คือ การที่ผู้บริหารใกล้ชิดและรู้จักครู ขณะที่ครูรู้จักนักเรียน เมื่อทุกฝ่ายเปิดใจและทำงานร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)กล่าวว่า โลกยุค AI ทำให้โจทย์การศึกษาต้องเปลี่ยน เพราะความรู้มากมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามว่า เด็กรู้อะไร แต่ต้องถามว่า เด็กนำความรู้ไปทำอะไรได้บ้าง ครูจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ กระตุ้นให้เด็กคิด ลงมือทำ แก้ปัญหา และถอดบทเรียนด้วยตนเอง ซึ่งหัวใจของ GPAS 5 Steps ได้การรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล (Processing) การประยุกต์และสร้างความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge) การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) และการประเมินและกำกับตนเอง (Self-Regulating) มาไว้หมดแล้ว ซึ่งปลายทางไม่ใช่เพียงให้เด็กรู้มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ สื่อสาร และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของโรงเรียนดรุณาราชบุรี นอกจากเป็นการวางรากฐานของกระบวนการ GPAS 5 Steps ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีกหลายระดับ โดยผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้เด็ก คิดเอง–ทำเอง–แก้ปัญหาเอง เด็กจะสามารถแสดงศักยภาพทางความคิดที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมาก่อนได้
ดร.ศักดิ์สิน ยังได้กล่าวถึงผลการประเมิน PISA 2025 ของประเทศไทยที่ขยับจากอันดับ 58 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 53 และได้คะแนนสูงขึ้นทั้ง 3 วิชา หลังจากอยู่ในอันดับรั้งท้ายกว่า 20 ปี ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า PISA ไม่ได้มุ่งวัดว่าเด็กจดจำเนื้อหาได้มากเพียงใด แต่ต้องการประเมินความสามารถของเด็กในการใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์สถานการณ์ และแก้ปัญหาจากโจทย์ที่อาจไม่ใช่สถานการณ์ใกล้ตัว หรือ เคยพบมาก่อน ดังนั้นหากเด็กได้รับการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบอย่างถูกวิธี แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยก็จะสามารถวิเคราะห์ หาคำตอบ และแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญทักษะดังกล่าวไม่ได้จบลงที่การสอบ PISA แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงและสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต ซึ่ง Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถของเด็ก เพราะไม่ได้ผูกติดอยู่กับเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา และสังคมศึกษา โดยหัวใจคือ ทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงเรียนรู้เพื่อจดจำคำตอบ
นางสาวพิยะดา ม่วงอิ่ม ศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps มาใช้จริง จึงเป็นแนวคิดและกระบวนการที่สถานศึกษาอื่นสามารถนำไปศึกษา เรียนรู้ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ การเข้าศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการมาดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เป็นการเห็นผลผลิต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นต่อไป
ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารการศึกษาและโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี กล่าวว่า การนำคณะเข้าศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนในสังกัดทั้ง 7 แห่ง โดยต้องการค้นหาโรงเรียนต้นแบบที่สามารถนำองค์ความรู้และแนวทางกลับไปขยายผลได้จริง และเหตุผลที่เลือกโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน เพราะโรงเรียนนี้จัดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของโรงเรียนในสังกัดที่ต้องการพัฒนาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องทุกช่วงชั้น การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการฟื้นพลังใหม่ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนกลับไปขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องการให้ทั้ง 7 โรงเรียนเดินหน้าไปพร้อมกัน เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ GPAS 5 Steps ไปใช้เป็นกิจกรรมเฉพาะบางชั้นเรียนหรือบางระดับ แต่ต้องการนำองค์ความรู้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และติดตามผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในด้านผลสัมฤทธิ์และคุณภาพของผู้เรียนต่อไป






