เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามผลจากการประชุมครั้งก่อน ที่ได้เปิดให้ทุกฝ่ายเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการด้านการศึกษาในแต่ละภูมิภาค ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำเป็นแผนฯ โดยก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดไปจัดทำแผนและยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัด โดยขณะนี้หลายจังหวัดได้ส่งแผนเข้ามาแล้ว ขณะที่บางจังหวัดอยู่ระหว่างการจัดทำและจะเร่งส่งให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ในสาระของแผนฯดังกล่าว จะนำทั้งนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและเสียงสะท้อนจากพื้นที่ มาประกอบกัน เพื่อให้การกำหนดทิศทางการศึกษาไม่ได้มาจากส่วนกลางเพียงด้านเดียว แต่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัดและภูมิภาค ก่อนรวบรวมเป็นแผนยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้กำชับเรื่องการบริหารอาคารสถานที่และทรัพย์สินของหน่วยงานการศึกษา โดยเฉพาะกรณีเสนอขอก่อสร้างอาคารใหม่ จะต้องพิจารณาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมและการใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นลำดับแรก หากมีอาคารหรือสถานที่เดิมที่ไม่ได้ใช้งาน ควรนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรปล่อยทิ้งร้างแล้วของบประมาณไปก่อสร้างใหม่โดยไม่จำเป็น ถ้ามีอาคารเก่าอยู่ก็ขอให้ไปใช้ของเก่าไปก่อน หรือของเก่าที่ไม่ได้ใช้ก็เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ปล่อยทิ้งร้างแล้วไปสร้างใหม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งบประมาณและทรัพย์สินของทางราชการเกิดความคุ้มค่า

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีข้อร้องเรียนการซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า จากการรายงานของโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลเบื้องต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การใช้งบประมาณย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2566 และประเด็นด้านบุคลากรบางส่วน ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยยืนยันว่าจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก และขณะนี้ยังไม่กระทบต่อการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการและการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดทำงบประมาณของภาครัฐต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน ทั้งกระบวนการการขอใช้งบประมาณ การพิจารณาของกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ตลอดจนการพิจารณาของรัฐสภาในวาระต่าง ๆ ก่อนจะออกมาเป็นวงเงินงบประมาณตามที่ปรากฏ จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและที่มาของแต่ละรายการอย่างรอบด้านก่อนสรุป นอกจากนี้ ในประเด็นการใช้ แบตเตอรี่สำรองไฟในสถานศึกษา นายประเสริฐ กล่าวว่า โรงเรียนและสถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดทำการในเวลากลางคืน การใช้พลังงานจะในช่วงกลางวันเป็นหลัก และสามารถใช้พลังงานที่ผลิตจากแผงส่งเข้าสู่ระบบจ่ายไฟได้โดยตรง จึงเห็นว่าประเด็นแบตเตอรี่สำรองไฟในช่วงกลางคืนไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานตามปกติของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม หากมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือข้อกฎหมาย จะต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงานบุคคลหรือการโยกย้าย ซึ่งมีองค์ประกอบหลายด้านและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here