เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จากกรณี กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครองจาก 11 โรงเรียน  62 ชีวิต และครู 8 คน รวม 70 คน ที่จะเดินทางไปคอร์สซัมเมอร์โครงการระยะสั้นที่ประเทศจีน โดยมีข้าราชการระดับ “ดอกเตอร์”ในสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เป็นผู้ติดต่อประสานงานทั้งติดต่อมหาวิทยาลัย ที่จะไปเรียน ที่พัก และสายการบิน โดยคิดค่าบริการรายละ 39,900 บาท รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท นั้น

ผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่งเปิดเผยกับ Focusnews.ว่า ขณะนี้ผู้ประสานโครงการอยู่ระหว่างทยอยคืนเงิน แต่ยังคืนไม่ครบทั้งหมด ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีนักเรียนจาก 11โรงเรียนเข้าร่วม ได้แก่ โรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โรงเรียนดัดดรุณี โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง โรงเรียนราษฎร์บำรุง  โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย(มัธยม)  โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์  โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร และ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ทั้งนี้ เนื่องจากโรงเรียนและผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นในผู้ประสานโครงการ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ประสานส่งนักเรียนไทยไปศึกษาหรือแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีนมาก่อน รวมถึงมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองและโรงเรียนไว้วางใจ ซึ่งเดิมมีการแจ้งว่าจะนำนักเรียนไปเข้าร่วมหลักสูตรที่เมืองซีอาน (Xi’an)แต่มีการเปลี่ยนสถานที่ไปยังกรุงปักกิ่ง โดยผู้ปกครองยอมรับการเปลี่ยนแปลง กระทั่งต่อมาในวันเดินทางได้รายงานจากผู้ประสานโครงการแจ้งว่าการเดินทางมีปัญหา เนื่องจากมหาวิทยาลัยติดขัด รวมถึงมีปัญหาเรื่องที่พักและเที่ยวบิน จนท้ายที่สุดนักเรียนและครูไม่ได้เดินทางตามกำหนด

ผู้ปกครองรายดังกล่าว ระบุว่า ภายหลังได้พยายามตรวจสอบข้อมูลกับทางมหาวิทยาลัยในจีนผ่านผู้ที่สามารถติดต่อกับมหาวิทยาลัยได้ และได้รับข้อมูลว่าเคยมีการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับโครงการจริง แต่ทางผู้ประสานโครงการยังไม่ได้จ่ายเงินให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลที่ผู้ประสานโครงการชี้แจงกับผู้ปกครอง รวมถึงสอบถามเรื่องสายการบินก็ยังไม่ได้ข้อมูลที่ขัดเจน อย่างไรก็ตามผู้ประสานโครงการก็ยังไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง และสื่อสารกับผู้ปกครอง พร้อมยืนยันว่าไม่ได้หลบหนีและกำลังพยายามแก้ไขปัญหา โดยมีการทยอยโอนเงินคืนให้ผู้ปกครองแล้ว โดยเมื่อวานนี้โอนคืนผู้ปกครอง 6 แสนบาท และวันนี้โอนอีก 9 แสนบาท จากยอดเงินทั้งหมดกว่า 2 ล้านบาท ยังคืนไม่ครบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการขณะนี้ไม่ใช่เพียงการได้รับเงินคืนครบถ้วน แต่ต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจนและหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ เนื่องจากผู้ปกครองตัดสินใจเข้าร่วมเพราะเชื่อมั่นทั้งจากประวัติการจัดกิจกรรมที่ผ่านมาและความเกี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษา ขณะที่โรงเรียนบางแห่งก็มีส่วนประสานและให้ความเชื่อมั่นกับผู้ปกครองด้วย

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม กรณีมีการรับเงินจากผู้ปกครองเพื่อดำเนินโครงการนำนักเรียนไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นหรือซัมเมอร์ในต่างประเทศ แต่ภายหลังไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลง เบื้องต้นถือว่ามีประเด็นต้องตรวจสอบความรับผิดหลายส่วน โดยเฉพาะหากผู้ดำเนินการเป็นข้าราชการ อาจเข้าข่ายความผิดทางวินัย และอาจมีประเด็นความผิดทางอาญาด้วย โดย สพฐ.จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หากพบมูลความผิดให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัย รวมถึงพิจารณามาตรการระหว่างการสอบสวนตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนคดีอาญาให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หลังมีการแจ้งความร้องทุกข์

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนผู้ปกครอง มีสิทธิเรียกร้องเงินหรือค่าเสียหายคืนจากผู้ดำเนินโครงการในทางแพ่ง หากมีการคืนเงินให้ผู้ปกครองครบถ้วน ความเสียหายทางแพ่งอาจลดลงหรือระงับไปตามข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดทางวินัยหรือทางอาญาที่อาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ส่วนความรับผิดของโรงเรียน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากผู้อำนวยการโรงเรียนหรือบุคลากรของโรงเรียนเพียงรับทราบหรือช่วยประชาสัมพันธ์โครงการ โดยไม่ได้ร่วมรับเงินหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการก็ว่ากล่าวตักเตือน ก็ต้องแยกพิจารณาจากผู้ที่รับเงินโดยตรง แต่หากตรวจสอบพบว่าโรงเรียนหรือบุคลากรมีส่วนร่วมในการรับเงิน การดำเนินโครงการ หรือได้รับประโยชน์ ก็ต้องตรวจสอบความรับผิดตามข้อเท็จจริงต่อไป

“เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียน โดยในการประชุมทุกวันอังคาร จะต้องกำชับสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาวางระบบกำกับโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. เช่น การนำนักเรียนไปศึกษาหรือทำกิจกรรมระยะสั้นในต่างประเทศให้รัดกุมขึ้น แม้โครงการลักษณะดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสร้างประสบการณ์แก่เด็ก แต่โรงเรียนควรตรวจสอบผู้ดำเนินการ รายละเอียดโครงการ การเดินทาง สถานที่เรียน การรับชำระเงิน และความน่าเชื่อถือให้ชัดเจน พร้อมแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดตามขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับนักเรียนและผู้ปกครองอีก”ดร.ธนู กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here