หยอก หยอก วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ***ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การไปให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด *** เรื่องร้อน ๆ ในแวดวงการศึกษาช่วงนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องการสรรหาเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ ที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะต้องรื้อกระบวนการสรรหากันใหม่ หลังมีเสียงร้องเรียน และข้อท้วงติงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสรรหา จน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าของรหัส “เสมา1”เคยส่งสัญญาณว่า อาจต้องยกเลิกประกาศเดิมแล้วเปิดสรรหาใหม่ เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ แต่พอถึงการประชุมบอร์ดคุรุสภา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ายังไม่ได้มีมติ หรือข้อสรุปว่าสุดท้ายจะให้มีการยกเลิกการสรรหาหรือดำเนินการต่อ ให้รอคณะกรรมการกลางที่ตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบก่อน แล้วเข้าบอร์ดพิจารณาอีกครั้งว่าจะ “รื้อสรรหาใหม่”หรือ “ไม่รื้อสรรหา”เพื่อให้เกิดความรอบคอบ! เรื่องนี้ต้องอ่านกันให้ลึก เพราะมติบอร์ดคุรุสภาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อร้องเรียนธรรมดา ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า ภายในบอร์ดยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน…ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรยกเลิกประกาศสรรหาเดิม เพื่อเริ่มต้นใหม่ให้หมดข้อครหา ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า เมื่อประกาศสรรหาไปแล้ว และมีผู้เข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอน ก็ไม่ควรยกเลิกง่าย ๆ เพราะอาจกระทบสิทธิของผู้สมัคร และนำไปสู่ข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้เช่นกัน…ที่สุดแล้ว บอร์ดจึงเลือกทางสายกลาง ด้วยการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อร้องเรียนก่อน***ฟังดูเผิน ๆ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ! แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่คือการแก้ปัญหา หรือเป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว? แต่เมื่อวานนี้เมื่อมีการซักถามกันมาก ๆ การตอบคำถามของ “เสมา1”กลับไม่ค่อยลื่นไหลเหมือนทุกครั้ง  เพราะคนที่ได้ฉายาว่า “ผู้ไม่ตายไมค์” ขึ้นชื่อเรื่องการพูดคล่อง ตอบฉะฉาน ไมค์จ่อเมื่อไหร่เป็นได้เรื่องเมื่อนั้น แต่ครั้งนี้กลับดูพูดกระตุกกระตัก อึก ๆ อัก ๆ ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำทุกประโยค จนชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่พูดออกมานั้น เป็นสิ่งที่เจ้าตัวอยากพูดจริง ๆ หรือเป็นเพียงคำอธิบายที่จำเป็นต้องพูดตามมติของที่ประชุม หรือมติบอร์ดครั้งนี้จะไม่ตรงกับใจคนเป็นประธาน? 555  เพราะท่านเองก็เคยพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะรื้อประกาศสรรหาเดิม เมื่อมีข้อท้วงติงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์…วันนี้เมื่อเรื่องเข้าสู่บอร์ด กลับยังไม่มีคำตอบว่าจะรื้อหรือไม่รื้ออย่างเด็ดขาด แต่เลือกให้กรรมการอีกชุดมาตรวจสอบก่อน***นั่นหมายความว่า ข้อร้องเรียนที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายจนสิ้นข้อสงสัย และกระบวนการสรรหาก็ยังไม่ได้รับหลักประกันว่าจะเดินหน้าไปถึงขั้นแต่งตั้งได้โดยไม่มีปัญหา***ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การตั้งกรรมการตรวจสอบครั้งนี้ สะท้อนว่าบอร์ดคุรุสภาเองก็ไม่อาจมองข้ามข้อร้องเรียนได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะล้มกระบวนการสรรหาทั้งหมดในทันที***พูดง่าย ๆ คือ ยังไม่กล้ารื้อ แต่ก็ยังไม่กล้าปล่อยให้เดินหน้าจนสุดทาง!คำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้น? เพราะการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ไม่ใช่เรื่องการเลือกใครสักคนมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารเท่านั้น แต่เป็นการสรรหาผู้นำองค์กรวิชาชีพที่มีหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพครูของประเทศองค์กรที่ทำหน้าที่วางมาตรฐานให้ครู ย่อมต้องมีมาตรฐานในการสรรหาผู้นำองค์กรของตนเองด้วยมิใช่หรือ? อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ผลการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับอดีตเลขาธิการคุรุสภา ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบรายงานว่า “ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการทุจริตตามข้อกล่าวหา“ ตรงนี้ต้องแยกให้ออก! เมื่อหลักฐานไม่เพียงพอจะเชื่อว่ามีการทุจริต ก็ไม่ควรกล่าวหาหรือพิพากษาใครล่วงหน้า แต่การที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างและการจ่ายค่าตอบแทนของอดีตรองเลขาธิการคุรุสภา จนต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ก็สะท้อนว่าระบบบริหารงานภายในองค์กรยังมีช่องว่างที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องสัญญาจ้างที่ไม่มีการระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดสัญญาให้ชัดเจน จนนำมาสู่ข้อโต้แย้งว่า เมื่ออายุครบ 65 ปีแล้ว จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีหรืออยู่ต่อจนสิ้นสุดสัญญาพร้อมเลขาธิการคุรุสภา เรื่องพื้นฐานเช่นนี้ ไม่ควรกลายเป็นปัญหาใหญ่ในองค์กรวิชาชีพระดับชาติ! ***กลับมาที่เรื่องสรรหาเลขาธิการคุรุสภาอีกครั้ง การที่บอร์ดไม่ยกเลิกประกาศเดิมทันที อาจถือเป็นการรักษาความเป็นธรรมให้ผู้สมัครที่เข้าสู่กระบวนการแล้ว เพราะการร้องเรียนไม่ได้หมายความว่ากระบวนการทั้งหมดผิดกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน หากผลตรวจสอบพบว่าหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนการสรรหามีข้อบกพร่องจริง บอร์ดก็ต้องกล้ายอมรับและแก้ไข ไม่ใช่ยึดติดกับประกาศเดิมเพียงเพราะดำเนินการมาแล้ว ความเป็นธรรมต้องมีทั้งต่อผู้สมัคร ผู้ร้องเรียน และองค์กร ไม่ใช่เลือกเป็นธรรมเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่สำคัญ เมื่อบอร์ดเลือกตั้งกรรมการตรวจสอบแล้ว ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า***จะตรวจสอบประเด็นใด ใช้หลักเกณฑ์อะไร และผลตรวจสอบจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างไร?หากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ ก็ต้องกล้าเดินหน้าสรรหาให้จบ แต่หากพบข้อบกพร่องที่กระทบความชอบธรรมของกระบวนการ ก็ต้องกล้ารื้อ! อย่าให้การตั้งกรรมการกลายเป็นเพียงเครื่องมือยืดเวลาการตัดสินใจออกไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การยกเลิกหรือไม่ยกเลิกประกาศสรรหา แต่คือการที่องค์กรไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนแก่สังคมได้ว่า กระบวนการสรรหาของตัวเองถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมเพียงใด***งานนี้จึงต้องจับตา “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ในฐานะประธานบอร์ดคุรุสภาว่า จะนำองค์กรฝ่าข้อขัดแย้งครั้งนี้ไปอย่างไร? เพราะสุดท้ายแล้ว การไม่รื้อสรรหาฯ ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการรื้อในวันหน้า และการตั้งกรรมการตรวจสอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อร้องเรียนทั้งหมดมีมูลความผิด แต่หมายความว่า บอร์ดคุรุสภายังติดค้างคำตอบสำคัญต่อสังคม! *** หันมาดูเรื่อง ระบบ TRS (Teacher Rotation System) ซึ่งกำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่บ้าง ก็อยากจะบอกว่า ก่อนจะชี้นิ้ววิจารณ์ใคร ควรศึกษาข้อเท็จจริงให้ครบเสียก่อน ระบบ TRS เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการย้ายครู ที่สำนักงาน ก.ค.ศ.พัฒนาขึ้นในสมัยที่ ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ค.ศ. ซึ่งต้องยอมรับว่า แนวคิดการพัฒนาระบบนี้ดีมาก ๆ เพราะเป้าหมายคือต้องการให้การย้ายครูมีความโปร่งใส รวดเร็ว เป็นธรรม และลดการวิ่งเต้น แต่ปัญหาเกิดจากการนำระบบมาใช้เร็วเกินไป เมื่อใช้แล้วก็มีข้อทักท้วง  บอร์ด ก.ค.ศ.ที่มี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)คนปัจจุบัน ที่นั่งเลขาธิการ ก.ค.ศ.ขณะนั้นมีมติชะลอการใช้ระบบ เพื่อนำไปวิจัยและปรับปรุงให้รัดกุม โดยมีการศึกษาวิจัยถึง 3 ครั้ง และขณะนี้ผลการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ส่งต่อให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง เลขาธิการสำนักงาน ก.ค.ศ.คนปัจจุบัน เตรียมนำเสนอบอร์ด ก.ค.ศ. รอบหน้าจะอภิปรายกันอย่างไร… สรุปคือ ระบบไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ชะลอไว้เพื่อปรับปรุง! คนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง … การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่รู้เพียงบางส่วนแล้วรีบชี้ว่าใครทำอะไรผิด หยอกว่า…คนไม่รู้แล้วถามไม่น่ากลัว แต่คนไม่รู้แล้วชี้นี่สิ อาจทำคนอ่านหลงทางไปด้วย! ***หันมาดู สพฐ. กันบ้าง ถึงเวลาทบทวนวัฒนธรรมการบริหารงาน เมื่อมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ กพฐ. ผู้มีพื้นฐานด้านกฎหมายเข้ามากุมบังเหียน ต่อจากนี้ใครจะทำอะไร ก็ขอให้สืบเสาะกันให้รอบคอบว่าเดิม โดยเฉพาะวิธีคิดแบบ “นายสั่งมา เดี๋ยวผู้ใหญ่เคลียร์ให้” หากยังมีอยู่ ก็ควรหมดไปเสียที เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไม่อาจใช้แทนความถูกต้องตามกฎหมายได้ และทุกลายเซ็นย่อมมีความรับผิดชอบตามมา! คุรุสภายังต้องรอคำตีความ ส่วน สพฐ.มีมือกฎหมายมานั่งหัวโต๊ะแล้ว! ไปละ..บาย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here