เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 5 ด้านของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ประกาศไว้ เพื่อประเมินว่าการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ มีความก้าวหน้าและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ โดยเน้นย้ำว่าทุกนโยบายจะต้องมีความชัดเจน กระชับ และสามารถติดตามผลได้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายแล้วไม่มีการขับเคลื่อน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการติดตามพบว่าหลายนโยบายมีความก้าวหน้า โดยเฉพาะนโยบายลดภาระงานครู ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการในหลายพื้นที่แล้ว โดยมีจังหวัดนนทบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย และยังพบว่ามีพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายเริ่มต้นนำแนวทางดังกล่าวไปดำเนินการด้วย เนื่องจากเห็นว่าเป็นนโยบายที่สามารถช่วยลดภาระงานของครูได้จริง ถือเป็นเรื่องที่ดี และ ศธ.ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สำหรับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานจัดการศึกษาอื่น ๆ โดยเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจำเป็นต้องดำเนินการในภาพรวมของระบบการศึกษา ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมการอาชีวศึกษาและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพื่อให้การดำเนินงานมีความเชื่อมโยงกันและสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นระบบ
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งความคืบหน้าสำคัญคือการจัดทำกรอบความรู้ความเข้าใจด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Literacy Framework ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเตรียมประกาศอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อกำหนดแนวทางว่าผู้เรียนแต่ละช่วงชั้นควรมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้าน AI ในระดับใด รวมถึงควรเรียนรู้เนื้อหาด้านใดบ้างให้เหมาะสมกับวัยและระดับการศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเรามีความพร้อมแล้ว ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้จะประกาศออกมาว่าแต่ละช่วงชั้นจะต้องเรียนรู้เรื่อง AI ในด้านใดบ้าง เพราะบริบทของโลกเปลี่ยนไป ความรู้ก็เปลี่ยนแปลงไป เราต้องทำให้การศึกษาของเราทันต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
“นอกจากการติดตามนโยบายหลักทั้ง 5 ด้านแล้ว ที่ประชุมยังได้หารือถึงการบริหารจัดการกองทุนต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีวงเงินจำนวนมากระดับหลายพันล้านบาทจนเกือบหมื่นล้านบาท โดยได้มอบหมายให้รวบรวมข้อมูลและวัตถุประสงค์ของกองทุนทั้งหมด เพื่อนำมาพิจารณาว่าแต่ละกองทุนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภารกิจด้านการศึกษาเรื่องใดได้บ้าง เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้สนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด”นายประเสริฐกล่าวและว่า ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์นักเรียนชายในโรงเรียนเอกชนทำร้ายร่างกายครู จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น เรื่องนี้เราติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ แต่ต้องขอดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะที่เห็นเป็นคลิปวิดีโอ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะสรุปว่าเกิดอะไรขึ้น






