เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบาย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4/2569 โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน และได้เห็นทุกท่านแนะนำตัวแล้วก็ภูมิใจ ทุกท่านก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และขอบคุทุกท่าน ที่ “สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทราบว่ามีการประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา จึงอยากจะขอเข้าร่วมประชุมด้วย ก็ได้มาพบปะกัน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ ประสานงานกับทุกท่านและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกเรื่องต้องเรียนว่า วันนี้อยากจะร่วมงานกับท่านเพราะคิดว่าวันนี้เรามีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้น
เรื่องแรก โครงสร้างด้านกำลังคนยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีนักเรียนสามัญ ต่ออาชีพ 70 : 30 เป้าหมายกำลังคนอยู่ที่ 45 : 55 หมายถึงเราผลิตคนตรงกับความต้องการกับระบบเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการ EEC ความต้องการกำลังคนเป็น 50,000 คนต่อปีในระดับปวช. และปวส. และพบว่าช่างอุตสาหกรรมและแรงงานไทยยังมีทักษะไม่สูงนี่คือความท้าทายแรก
เรื่องที่ 2 ช่องว่างทางการศึกษาและทักษะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน กำลังจะพูดที่การศึกษาที่ต้องปรับตัว เรามี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ที่ผ่านมา 27 ปี พ.ร.บ. มีการแก้ไขเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ทันกลับเศรษฐกิจโลกหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างไม่มีการพูดถึงเรื่องทักษะในการเข้าไปทำงานในโรงงานและเอาทักษะเหล่านั้นมาแปลงเป็นผลผลิต เพื่อจะเป็นหน่วยกิต
โอนทักษะเหล่านั้นมาเป็นหน่วยกิตสะสมในธนาคารหน่วยกิต อันนี้อาจจะเกี่ยวกับท่านทั้งหลายด้วย
ก็เป็นเรื่องที่กำลังท้าทาย และได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนประเทศจีนว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น
ที่จะมาจัดตั้งโรงงานใหม่ในไทย แต่สิ่งที่ต้องการก็คือกำลังคนยังไม่มี สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นโจทย์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาก็ดีเราทุกคน เป็นโจทย์ของเราและคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วยในการผลิตกำลังคนได้เพียงพอกับภาคอุตสาหกรรมหรืออย่างไร
จากที่ดูข้อมูลมาเราผลิตครู ได้ปีหนึ่งประมาณ 50,000 คน แต่ความต้องการครูในระบบปีหนึ่ง ไม่เกิน 10,000 คน แต่เราขาดบุคลากรที่จะไปป้อนให้กับภาคเศรษฐกิจ
เรื่องที่ 3 เรื่องความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยังไม่เป็นระบบแบบไร้รอยต่อ แม้จะมีระบบทวิภาคีแต่ยังขาดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ในอนาคตต้องเชิญบริษัทต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยกันต้องปรึกษาว่าเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีที่จะทำให้เรื่องงานบางแห่งฝึกงานไม่ตรงกับสาขา หรือใช้เป็นภาคแรงงาน
เรื่องที่ 4 ภาพลักษณ์อาชีวศึกษา เวลาการทำงาน เรื่องของอาชีวะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในต่างประเทศมาก เช่นในเยอรมัน ในยุโรป ในญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยกับมองอีกมุมหนึ่ง ในเรื่องนี้จริงๆ แล้วคนที่จบอาชีวะจบไปแล้วเงินเดือนควรสูงกว่าคนจบปริญญาตรีบางแผนกเสียด้วยซ้ำ การเรียนใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โอกาสหางานทำได้มากกว่า แต่จะทำอย่างไรให้ค่านิยมหรือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างช่างเชื่อมใต้น้ำซึ่งได้ข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมีอแรงงาน บริษัทจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 4,000- 5,000 บาท เป็นกำลังแรงงานคุณภาพสูง
เป็นต้น เป็นความท้าท้าย จริงๆอาชีวะเป็นเรื่องสำคัญแต่ค่านิยมมุ่งไปแต่สายปริญญาอย่างนั้น ทั้งนั้นทั้งที่เรียนอาชีวะออกมาได้เงิน เรียนก็ใช้เวลาน้อยกว่า
จากความท้าทายนี้ คิดว่าสิ่งที่เราจะพัฒนาคนจากคุณวุฒิ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ท่านได้กำกับดูแล sector ด้านคนทั้งหมด กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน และให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ในเรื่องนโยบาย 3 นโยบาย ที่เราคิดว่าจะขับเคลื่อนผ่านกลไกที่เรียกว่า Human Capital Super board ซึ่งจะเป็นบอร์ดที่บูรณาการและรองนายกรัฐมนตรีจะมานั่งเป็นประธาน รับผิดชอบตรงนี้และเกิดการวางแผนเพื่อบริหารงานบุคคล เรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมงาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสร้างนโยบายขึ้นมา
นโยบายที่หนึ่ง คือ “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” เพราะหัวใจของการเรียนรู้ของอาชีวะคือการปฏิบัติการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาระบบโดยอิงกับระบบ Dual System ของเยอรมัน ซึ่งเราได้มีกระบวนการศึกษาเพราะการศึกษาและนักศึกษาคือการลงทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตขององค์กร ในระบบนี้เราจะยืนอยู่กับ 3 เสาหลัก
เสาหลักที่ 1 ด้านมาตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ เราจะจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญหลายอย่างเช่นสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้า สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ เรายังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี
พ.ศ. 2570 จะต้องมีอย่างน้อย ครบ 10 สาขา
เสาหลักที่ 2 คือชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน ซึ่งจะต้องขอฝากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
มีการกำหนดชัดเจน นักศึกษาในระดับ ปวส. จะต้องมีชั่วโมงฝึกงานที่สถานประกอบการจริง ตามสัดส่วน
ที่เหมาะสม และมีครูฝึก และจะต้องมี mentor (ที่ปรึกษา) กับสถานประกอบการ และการติดตาม
เสาหลักที่ 3 คือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม และจะผลักดัน ผ่าน Human Capital ซึ่งจะต้องวางกรอบนโยบายแรกเกี่ยวกับ เรื่องของ ทำงานและได้เงินด้วย
นโยบายที่สอง ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกและเทคโนโลยี เรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆกันเรื่องของหลักสูตร เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของ ai เรื่องของโรบอต เรื่องของวิชาการ ความรู้ใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นทุกวัน สาขาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ฉะนั้นแล้ว ในสาขาที่จำเป็นของตลาดแรงงาน EV เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทโลจิสติกส์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนเป็นรวดเร็ว
ของภาคอุตสาหกรรม ก็จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตร
นโยบายที่สาม การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการยกระดับภาพลักษณ์อาชีวะ ต้องทำให้อาชีวะไม่ใช่อาชีพทางเลือกแต่เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จ
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝาก เลขาธิการ กอศ. เลขาธิการ สพฐ. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายวิชาการ ในเรื่องของ Credit Bank ผู้จบปวส. อยากให้เทียบโอนหน่วยกิต หรือชั่วโมงเรียน ที่ผ่านมาตรฐานสู่ระดับปริญญาตรีได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นในภาควิชาที่เคยผ่านมาแล้ว จะได้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะสามารถนำทักษะหรือความรู้เหล่านี้มาแปลงเป็นคุณวุฒิได้ อันนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อยากให้เกิดขึ้น โดยสรุปทุกประเทศ อาชีวะเป็นกำลังการสร้างบ้านสร้างเมือง หากมีข้อแนะนำอะไรส่งผ่านมายังเลขาธิการ กอศ. และผ่านจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด) นี้มาทางกระทรวงพร้อมที่จะซัพพอร์ตนโยบาย อำนวยความสะดวก และทำงานร่วมกันเดินหน้าไปพร้อมกัน






