เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่รอการปฏิรูปกฎหมายการศึกษามาเป็นเวลานาน โดยพ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่จะต้องสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะต้องรองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้จริง

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการได้จัด Workshop รับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงข้อเสนอเพิ่มเติมที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง พบว่าความเห็นส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 660/2564 ยังมีหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาล่าช้าต่อไป เพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการปรับปรุงระบบการศึกษา รวมถึงกฎหมายลูกและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต

“หลังการหารือร่วมกัน กระทรวงศึกษาธิการตัดสินใจเดินหน้า “จัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” โดยจะต่อยอดจากข้อเสนอ งานศึกษา และความคิดเห็นที่มีอยู่เดิม พร้อมปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและโลกปัจจุบันโดยมีจะมีกรอบเวลาชัดเจน มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่สังคมร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่กฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”นายประเสริฐ กล่าวและว่า ทั้งนี้โครงสร้างการทำงานจะประกอบด้วย 2 คณะหลัก ได้แก่ 1. คณะที่ปรึกษา ทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็น หลักการ และข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปฏิบัติงาน ภาคเอกชน นักวิชาการ และเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมองต่อทิศทางการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน 2. คณะยกร่างพระราชบัญญัติฯ จะทำหน้าที่เป็นคณะทำงานเชิงปฏิบัติ รับผิดชอบการยกร่างกฎหมายและวางแผนการดำเนินงานอย่างจริงจัง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักการศึกษา นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคมร่วมดำเนินการ เพื่อให้กฎหมายมีทั้งมิติทางวิชาการ มิติทางสังคม และสามารถนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะจัดตั้งคณะทำงานบูรณาการ และคณะกรรมการติดตามความคืบหน้า รวมถึงสำนักงานเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโดยตรง เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีเอกภาพ โดยตั้งเป้าหมายให้กระบวนการยกร่างและการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(พุทธศักราช2560)แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาได้ทันสมัยประชุมหน้า หรือภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปีนี้ จะได้เห็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

“ผมยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และหวังว่าการเปิดพื้นที่ทำงานร่วมกับสังคมครั้งนี้ จะนำไปสู่กฎหมายการศึกษาที่ทันสมัย ยืดหยุ่น เป็นธรรม และได้รับการยอมรับร่วมกันจากทุกฝ่าย เพื่อวางรากฐานอนาคตของเด็กไทยและประเทศชาติในระยะยาวต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here