วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 31/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ว่า ที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและคุณภาพทางการศึกษา รวมถึงประเด็นความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่ง สพฐ. ได้เชิญนายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาให้ข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การเยี่ยมบ้าน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง ตลอดจนการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยใช้โรงเรียนและห้องเรียนเป็นฐาน พร้อมจัดกลุ่มนักเรียนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงโฮมรูม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ครูจะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นการบริหารอัตรากำลังตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา  สพฐ. จะพิจารณาอัตรากำลังทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและลักษณะงาน มุ่งบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน และทำให้หน่วยงานมีความคล่องตัว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ส่วนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพให้กับนักเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 50 คน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,813 โรงเรียนทั่วประเทศ นั้น สพฐ.จะจัดทำแผนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) พร้อมทำ School Mapping จำแนกโรงเรียนและวางแผนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยส่วนกลางและเขตพื้นที่จะร่วมกันวางแผน และอาจมีแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เป้าหมายสำคัญคือการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างโอกาสให้กับเด็กทุกคน นอกจากนี้ สพฐ.ยังให้ความสำคัญกับนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการส่งเสริมเด็กที่มีความรู้ความสามารถให้ได้รับโอกาสแสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งต้องขอชื่นชมครูและผู้บริหารที่ช่วยบ่มเพาะและพัฒนานักเรียนจนสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก ขณะเดียวกันเราจะไม่ทิ้งเด็กด้อยโอกาส โดยเตรียมพานักเรียนจากพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาทัศนศึกษาและเรียนรู้ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑล พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ไปเรียนรู้ในจังหวัดเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน เป็นการสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวทาง All for Education

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. มีความห่วงใยโรงเรียนและผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพิ่มเติม เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ และนักเรียนได้กลับมาเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า สพฐ. พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือครู ผู้บริหาร นักเรียน และโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และจะไม่ทิ้งกันอย่างแน่นอน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here