S__59744305-1024x768 ประเสริฐ” ชูการศึกษาไม่ใช้สูตรเดียวทั้งประเทศ สั่งออกแบบตามบริบทจังหวัด ทำ School Mapping ระดับตำบล–Action Plan 5 นโยบาย  ดันเครือข่ายกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล เชื่อมโรงเรียน–ชุมชน
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่โรงแรมหรรษา เจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” เวทีภาคใต้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงและกรรมการสถานศึกษาจาก 39 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วภาคใต้กว่า 700 คน เข้าร่วมทั้งแบบ Onsite และ Online

นายประเสริฐ กล่าวว่า เวทีภาคใต้เป็นเวทีที่ 3 จากทั้งหมด 4 ภูมิภาค ต่อจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยภาคใต้มีบริบทเฉพาะ ทั้งความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม สภาพภูมิศาสตร์ชายฝั่งทะเล รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่โรงเรียนหลายแห่งต้องปฏิบัติภารกิจท่ามกลางสถานการณ์เฉพาะพื้นที่ จึงไม่สามารถใช้สูตรการจัดการศึกษาแบบเดียวกันทั้งหมดได้ ดังนั้น กลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่มี 3 ส่วน ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่สถานศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งต้องแปลงนโยบายให้เกิดการปฏิบัติจริงในห้องเรียน และ ประธานและคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งเป็นตัวแทนของชุมชน ทำหน้าที่เชื่อมโรงเรียนไม่ให้แยกออกจากบริบทของพื้นที่ โดยทุกฝ่ายต้องทำงานบนฐานข้อมูล มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนมีแนวคิดผลักดันให้เกิด “เครือข่ายกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล”  ซึ่งเป็นกลไกใหม่ในการเชื่อมโยงโรงเรียนและทรัพยากรในตำบลเดียวกัน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สามารถทำงานร่วมกันแทนที่จะต่างคนต่างทำ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนจากการเลือกตั้ง เป็นแกนกลางเชื่อมโยงทรัพยากรและการบริหารจัดการโรงเรียนในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่การศึกษามีความสัมพันธ์กับมิติด้านความมั่นคง วิถีชุมชน และการอยู่ร่วมกันของประชาชนต่างศาสนา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ในปี 2570 เราจะวางเสาเข็มด้านการศึกษา โดยนำยึดหลักนโยบายการศึกษา 5 ด้านของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย การคืนเวลาให้ครู การลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง การทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่รองรับกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ โดยย้ำว่า นโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลได้จริง ต่อเมื่อถูกแปลงจาก “นโยบาย” ไปสู่ “การปฏิบัติ” ในแต่ละโรงเรียน จึงใช้เวทีครั้งนี้ให้ผู้เข้าร่วมร่วมกันออกแบบแนวทางผ่าน OBEC Partnership Power Forum และกิจกรรมแบบ Station-based ครบทั้ง 5 สถานี เพื่อให้แต่ละโรงเรียนสามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ทั้งนี้ ใน 5 นโยบายดังกล่าวตนขอเน้นเป็นพิเศษเรื่อง การทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งความปลอดภัยต้องไม่หมายถึงเพียงการป้องกันอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ แต่ต้องครอบคลุมถึง ความปลอดภัยทางกายภาพและความมั่นคงทางจิตใจของครู นักเรียน และบุคลากร ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนเฉพาะตัว โรงเรียนทุกแห่งต้องให้ความสำคัญกับการจัดทำ School Risk Map หรือแผนที่ความเสี่ยงของโรงเรียนพร้อมกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กสามารถเรียนหนังสือด้วยความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ไม่ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใด ซึ่งหลังจากการประชุมแล้วต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน ได้แก่ 1. จัดทำ School Action Plan ให้ครอบคลุมนโยบายทั้ง 5 ด้าน 2. จัดทำ พันธสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน อย่างน้อย 1 ฉบับ 3. จัดทำ School Risk Map ด้านความปลอดภัยของโรงเรียน และ 4. จัดส่ง แบบแสดงความคิดเห็นรายบุคคลของคณะกรรมการสถานศึกษา กลับมายังส่วนกลาง

“การจัดการศึกษาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะแต่ละจังหวัดมีสภาพสังคม วัฒนธรรม และความต้องการแตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องออกแบบให้มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ของพื้นที่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ พื้นที่ที่ต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำ และพื้นที่ที่ต้องเพิ่มศักยภาพ ดังนั้นจึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนในจังหวัดมีส่วนร่วมออกแบบการศึกษา โดยได้สั่งการให้ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัดพิจารณาว่า รูปแบบการจัดการศึกษาใดเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และจะบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร”นายประเสริฐ กล่าวและว่า อีกกลไกสำคัญคือ “พันธสัญญา” ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ซึ่งสามารถกำหนดประเด็นความร่วมมือใดก็ได้ หากเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและชุมชน เช่น การทำพันธสัญญาส่งเสริมการอ่านและสร้างระบบนิเวศการอ่านในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้องการขยายบทบาทกรรมการสถานศึกษาจากเดิมที่ดูแลเฉพาะโรงเรียน ให้สามารถมองภาพการศึกษาในระดับตำบลมากขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนา “โรงเรียนคุณภาพ” ในอนาคต รวมถึงร่วมแก้ปัญหาการลดภาระงานครู ลดความเหลื่อมล้ำ และบูรณาการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับบทบาทการบริหารการศึกษาจากการกำหนดรูปแบบเดียวจากส่วนกลาง ไปสู่การให้พื้นที่ร่วมคิดและออกแบบการศึกษาของตนเอง โดยใช้ข้อมูลระดับตำบล ชุมชน และเครือข่ายสถานศึกษาเป็นฐาน เพื่อให้การจัดการศึกษาตอบโจทย์เด็กและบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here