“ครูเอ”ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี มอบนโยบาย​”เรียนดี​ มีความสุข”พร้อมฝากผู้บริหารแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษานำกลับเข้ามาเรียน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567​ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบาย​ “เรียนดี​ มีความสุข” ณ โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม จังหวัดอุดรธานี​ โดยมี​ นายณัฐ​พงศ์​ คำวงศ์ปิน  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี​ นายนิยม​ ไผ่โสภา​  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน​  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี​ ​ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี​ ผู้อำนวยการสถานศึกษา​ ครู​ บุคลากร​ทางการศึกษาและนักเรียน​ ร่วมให้การต้อนรับ

S__26492980_0-1024x683 "ครูเอ”ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี มอบนโยบาย​"เรียนดี​ มีความสุข"พร้อมฝากผู้บริหารแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษานำกลับเข้ามาเรียนทั้งนี้ นายสุ​รศักดิ์ กล่าวว่า​ รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาพบปะ ท่านผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้าราชการครูบุคลากรทางการศึกษา​ลูกๆนักเรียน และพี่น้องชาวอุดรธานีในวันนี้​ จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ของท่านผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 2 ทำให้ทราบถึง การดำเนินการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามนโยบาย “การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต”นักเรียนอ่านออก เขียนได้ โรงเรียนสะอาด สวยงาม ปลอดภัย โรงเรียนคุณภาพ ปลอดโรค ปลอดภัย เรียนดี มีความสุข ตนขอชื่นชมทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญกับผู้เรียน เพราะหัวใจสำคัญของการศึกษา นักเรียนต้องมีพื้นฐานของการอ่านออก เขียนได้ และมีความสุข ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ การศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

S__26492979_0-1024x683 "ครูเอ”ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี มอบนโยบาย​"เรียนดี​ มีความสุข"พร้อมฝากผู้บริหารแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษานำกลับเข้ามาเรียน“พล.ต.อ.เพิ่มพูน​ ชิดชอบ​ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีความมุ่งมั่น สานต่อนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนเป็นที่ประจักษ์ โดยสานต่อนโยบายเดิม และเพิ่มการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเพิ่มเติมนโยบายตามแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สำคัญ ของการพัฒนาประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ภายใต้นโยบายหลัก คือ

S__26492978_0-1024x683 "ครูเอ”ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี มอบนโยบาย​"เรียนดี​ มีความสุข"พร้อมฝากผู้บริหารแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษานำกลับเข้ามาเรียน“ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” และ “ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง” มุ่งเน้น “การเพิ่มเครือข่ายทางการศึกษา” เพิ่มการมีส่วนร่วม สร้างภาคีเครือข่าย โดยนำงานวิจัยเป็นฐาน มีการทำงานเป็นทีม สร้างบรรยากาศการทำงานอย่างมีความสุข และสร้างองค์กรแห่งวัฒนธรรม ทั้งภาควิชาการ หน่วยงานทางการศึกษา สถานศึกษา/สถาบันทางการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อ “การศึกษาที่เท่าเทียม” พัฒนาคนไทยทุกคนในทุกช่วงวัย ให้ผู้เรียน “ฉลาดรู้​ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” พัฒนา ส่งเสริม  และสร้างความเสมอภาค เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษา” ร่วมกัน “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” เพื่อให้ประเทศมีความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และชุมชนเข้ามาร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน เพื่อคุณภาพการศึกษาของลูกหลานของเรา” รมช.ศึกษาธิการ​ กล่าว​และว่า​ ทั้งนี้ขอฝากครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน​ ร่วมกันแก้ปัญหา​เด็กหลุดออกจากระบบให้กลับมาสู่ระบบการศึกษาและร่วมกันเตรียมความพร้อมในการประเมิน PISA 2025  โดยเน้นการสอนให้เด็กนักเรียนได้รู้จักวิธีการคิด​ วิเคราะห์และแยกแยะให้เป็น

จากนั้นรมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลวังสามหมอพร้อมเยี่ยมชมบูธกิจกรรมของนักเรียน

ศาลปกครองรับฟ้อง

หยอก หยอก วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 *** รองเท้าที่พาเราไปได้ไกล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยหรือราคาแพง แต่คือรองเท้าที่เราใส่แล้วพอดี เพื่อนร่วมงานก็เช่นกัน *** ตอนนี้ก็ถึงห้วงเวลาการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่ง “เสมา1” พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงการจัดทำคำของบประมาณ ในเรื่องนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ  โดยเฉพาะการศึกษาเท่าเทียมที่ทำให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาทุกคน และทำให้เด็กนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบ โดยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อรองรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ระยะที่ 2 ทั้งแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รวมถึงการใช้ AI มาใช้ในการสอนภาษาต่างประเทศ โดยโครงการที่ไม่จำเป็นให้ตัดทิ้งไป *** ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 ก็ให้เร่งดำเนินการใช้ แต่ความชัดเจนบางโครงการยังไม่ไปถึงไหน โดยเฉพาะการเช่าอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยหวังลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต)ที่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเช่า เป็นโน๊ตบุ๊ก แท็บแล็ต หรือโฮมบุ๊ก จะแบ่งเป็นกี่โซน จะจัดซื้อจัดจ้างกันแบบไหน ที่ไม่ให้เดือดร้อนข้าราชการในข้อสั่งการของผู้มีอำนาจ เพราะบทเรียนในอดีตยังตามหลอกหลอนข้าราชการอยู่จนถึงตอนนี้บางหน่วยงานเรื่องก็ยังตรวจสอบกันอยู่…เอ้าคอยติดตามอย่ากระพริบตา *** ได้ฤกษ์แล้วกับการเสนอแผนการจัดพิมพ์แบบเรียนองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 26.9 ล้านเล่ม งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติตามที่องค์การค้า สกสค.เสนอ และอนุมัติให้ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค.ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแทน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้า สกสค.โดยให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 โดยได้เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรมในการดำเนินการเป็นสำคัญ   นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้องค์การค้า สกสค.ไปดูแผนการดำเนินการต่าง ๆ…ก็ถือว่า ข้อสั่งการของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เจ้ากระทรวงเสมา ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะมีคู่พิพาท อย่าง บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์(1977)ที่ฟ้องไว้หลายศาล โดยข่าวล่าสุดศาลปกครองได้แจ้งว่า ได้รับคำฟ้อง สำนักงาน สกสค.กรณี บอกเลิกสัญญาจ้างโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้ก็ให้ไปว่ากันในชั้นศาล…หยอกหยอก ไม่ขอยุ่ง…เด้อจ้า *** เป็นเรื่องที่ไม่แปลกสำหรับกระทรวงเสมา…ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย วิ่งเต้น เพราะการโยกย้ายศึกษาธิการจังหวัดที่ผ่านมาก็ไม่รู้ว่าเอามาตรฐานอะไรมาจับ คนที่ถูกลงโทษทางวินัยก็สามารถย้ายกลับมาอยู่ในจังหวัดใหญ่ ๆ ได้…ฮะฮะฮ่า..อีกเรื่อง..ปิดกันให้แซ่ดว่าที่ปรึกษา..หญ่าย อักษร..อ…แรก ๆ ไม่ค่อยพบเจอหน้า แต่ตอนนี้เห็นหน้าเกือบทุกวัน เค้าเม้าส์กันว่าใครอยากขึ้นตำแหน่งไปหาคนนี้ไม่ผิดหวัง..นะจ๊ะนะจ๊ะ…*** ว่ากันว่ามาตรฐานหลักสูตรแกนกลางมาจากประเทศชั้นนำทั่วโลก แต่นำมาปฏิบัติไม่เป็น เข้าไม่ถึง เพราะไม่เข้าใจกระบวนการ คนที่จะเปลี่ยนก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยสอนการศึกษาขั้นพื้นฐานมาก่อน เกรงว่าจะแย่กันไปใหญ่ถ้าจะมาปรับหลักสูตรกันใหม่ แทนที่จะต่อยอดให้ถึงเป้าหมายกลับย้อนไปเริ่มต้นในสิ่งที่ไม่เข้าใจ หรือเป้าหมายที่แท้จริงของเรื่องนี้ คือ การซื้อ หรือเช่า เทคโนโลยี หลายพันล้าน…อิอิอิ *** ล่าสุด มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ซี 10 ศธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งบริหารระดับต้น ที่ว่างอยู่ 2-3 เดือนแล้วจะได้สรรหากันหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( กพฐ.) ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา( กอศ.) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)***

 

 

 

สพม.บุรีรัมย์ระดมสมองปรับแผนพัฒนาการศึกษาพื้นฐาน ระยะ 5 ปี  หวังสร้างเอกภาพจัดการศึกษาในจังหวัด

IMG_5194_0 สพม.บุรีรัมย์ระดมสมองปรับแผนพัฒนาการศึกษาพื้นฐาน ระยะ 5 ปี  หวังสร้างเอกภาพจัดการศึกษาในจังหวัด

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566 – 2570 (รอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2568) วันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2567 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)บุรีรัมย์โดยสิบตำรวจตรี นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาบุรีรัมย์ กล่าวว่า แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระยะ 5 ปี เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานภารพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นกรอบการทำงาน สำหรับผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่ เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับนโยบาย มาตรฐานการศึกษา แผนการศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความต้องการของท้องถิ่น ซึ่งความรู้ความเข้าใจเชิงนโยบายและความร่วมมือของบุคลากรทุกคนในการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้งในสำนักงานเขตพื้นที่ฯและสถานศึกษาจะทำให้แผนงาน นโยบายประสบความสำเร็จได้

IMG_5301_0 สพม.บุรีรัมย์ระดมสมองปรับแผนพัฒนาการศึกษาพื้นฐาน ระยะ 5 ปี  หวังสร้างเอกภาพจัดการศึกษาในจังหวัด

ผอ.สพม.บุรีรัมย์ กล่าวต่อไปว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อทบทวนสถานการณ์การจัดการศึกษา เพื่อจัดทำเป้าหมายการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย   กลยุทธ์ และจุดเน้นในการขับเคลื่อนแผนงาน โครงการ และกิจกรรม ต่างๆ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันเพื่อออกแบบการดำเนินงานโครงการ กิจกรรมและแนวทางทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และตัวชี้วัดแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน(สพฐ.) รวมถึงเพื่อสร้างกลไกในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาทั้งในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายนอก ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการส่งเสริมการยกระดับคุณภาพการศึกษาสถานศึกษาในสังกัด สพม.บุรีรัมย์ และนำไปสู่การกำหนดตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา การออกแบบบโครงการ กิจกรรม และการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายและผลลัพธ์ที่พึงปรารถนาต่อไป

 

ศธ.เตรียมทำคำของบฯ 69 เน้นการศึกษาเท่าเทียม ใช้เทคโนโลยีลดเหลื่อมล้ำ ทำเด็กหลุดระบบให้เป็นศูนย์

S__26394744_0 ศธ.เตรียมทำคำของบฯ 69 เน้นการศึกษาเท่าเทียม ใช้เทคโนโลยีลดเหลื่อมล้ำ ทำเด็กหลุดระบบให้เป็นศูนย์

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า กระทรวงศึกษาธิการจะมีการประชุมเรื่องการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2569 ในเร็ว ๆ นี้ ตนได้ให้นโยบายว่าให้เน้นเรื่องนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ  โดยเฉพาะการศึกษาเท่าเทียมที่ทำให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาทุกคน และทำให้เด็กนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบ โดยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อรองรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ระยะที่ 2 ทั้งแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รวมถึงการใช้ AI มาใช้ในการสอนภาษาต่างประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการประชุมประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ วันนี้ที่ประชุมได้หารือถึงการขับเคลื่อน “โครงการ Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ของนายกรัฐมนตรี โดยได้มอบหมายให้สภาการศึกษาเป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมข้อมูลเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทั้งหมด  โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทก.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) รับผิดชอบฐานข้อมูลในการดำเนินงาน ทั้งนี้ตนได้กำชับว่าในการดำเนินการให้ใช้ฐานข้อมูลของ ศทก.สป.ศธ. เป็นหลักแล้วนำข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มารวม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การทำงานเรื่อง Thailand Zero Dropout มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการ จะพยามลดจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบให้ได้มากที่สุด โดยมิติในการทำงานของผม คือ ป้องกัน แก้ไข และ ส่งต่อ โดยป้องกัน คือ การมีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงให้มากขึ้น แต่ถ้าเด็กหลุดออกจากระบบไปแล้วก็ต้องแก้ไขเอาเด็กกับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา โดยขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้เริ่มแก้ไขไปแล้วด้วยการทำโครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการศึกษาไปให้น้อง แต่ถ้าเด็กไม่กลับเข้าสู่ระบบจริง ๆ ก็จะมีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการส่งเสริม ดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้ได้รับการศึกษาหรือได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  ส่วนการส่งต่อ เช่น กรณีบิดา มารดา ย้ายถิ่นฐานก็จะมีวิธีดำเนินการที่จะส่งต่อเพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่อง โดยมอบให้ สพฐ.ไปจัดทำแพลตฟอร์มในการส่งต่อเด็กแล้ว” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว

นอกจากนี้ที่ปะชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ซึ่ง สพฐ.ได้นำเสนอแผนการขยายผลพัฒนาและสร้างข้อสอบความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านระบบออนไลน์ Google Classroom 78 ห้องเรียน โดยมีแกนนำ 465 คน นำเข้าระบบเรียนรู้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 245 คน ทำหน้าที่กำกับ และผู้อำนวยการโรงเรียน 29,152 คน ร่วมติดตามและสะท้อนผล  รายงานการเข้าใช้ระบบ Computer Based Test ภาพรวม 245 เขตพื้นที่การศึกษา มีนักเรียนเข้าใช้กว่า 7 แสนคน (756,814 คน) คิดเป็นร้อยละ 91.66 ของจำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ส่วนสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( สสวท.) ได้รายงานการจัดทำวีดิทัศน์การอบรม เรื่องการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ให้สามารถอบรมย้อนหลังผ่าน YouTube ด้านการอ่าน 9 ตอน ด้านวิทยาศาสตร์ 8 ตอน และด้านคณิตศาสตร์ 6 ตอน (เช่น การบรรยายพิเศษในการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูแกนนำสร้างข้อสอบฯ การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบการประเมิน PISA กรอบการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน แนวทางการวัดความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น)

S__26394742_0-1024x683 ศธ.เตรียมทำคำของบฯ 69 เน้นการศึกษาเท่าเทียม ใช้เทคโนโลยีลดเหลื่อมล้ำ ทำเด็กหลุดระบบให้เป็นศูนย์

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สมาพันธ์การเขียนโปรแกรมโอลิมปิกวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 8 พันธมิตร 45 ประเทศ ประจำประเทศไทย และประธานมูลนิธิพัฒนามนุษย์นานาชาติโฟกัส ได้นำคณะทีมชาติไทยที่ได้รับรางวัลจากการเข้าร่วมประกวดโอลิมปิกวิชาการนานาชาติ ด้านนวัตกรรมการสร้างสรรค์โปรแกรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์สากล ครั้งที่ 8 (The 8th International Scratch Creative Programming Olympiad 2024) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ณ ประเทศฟินแลนด์ เข้าพบ โดยได้มีการคัดเลือกตัวแทนทีมชาติไทย จำนวน 43 คน เข้าร่วมการประกวดระดับนานาชาติกับตัวแทนประเทศต่าง ๆ อีก 65 ประเทศทั่วโลก และมีตัวแทนทีมชาติไทย เข้ารับรางวัลครั้งนี้ 6 ราย ตามรางวัลดังนี้

– อาจารย์กำจร ยั่งยืน รองผู้อำนวยการโรงเรียนรพีเลิศวิทยา ลำพูน (สช.) ได้รับรางวัลเหรียญทอง ROBBO Master 18+ จากการแข่งขัน 8th International Scratch Creative Programming Olympiad 2024

– นายอรรณพ แตงอ่อน ครูโรงเรียนไตรประชาสามัคคี นครสวรรค์ (สพฐ.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ROBBO Master 18+ จากการแข่งขัน 8th International Scratch Creative Programming Olympiad 2024 และ รางวัลเหรียญทองแดง Scratch Master จากการแข่งขัน 7th International Scratch Creative Programming Olympiad 2023

– เด็กชายภาวิน พัฒนาเวคิน โรงเรียน HeadStart International School Phuket ภูเก็ต (สช.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน Scratch Kid อายุ 7-8 ปี จากการแข่งขัน 8th International Scratch Creative Programming Olympiad 2024

– นางสาวภาวิณี ไชยภาค บุคคลทั่วไป ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ROBBO Master 18+ จากการแข่งขัน 7th International Scratch Creative Programming Olympiad 2023

– เด็กชายวัชรวิชญ์ กลิ่นสุคนธ์ โรงเรียน Newton Sixth Form กรุงเทพมหานคร (สช.) ได้รับรางวัลเหรียญเงิน Scratch Teen จากการแข่งขัน 6th International Scratch Creative Programming Olympiad 2022

– นายภูมิมนัส แสงแก้ว โรงเรียนรัษฎา ตรัง (สพฐ.) ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง Scratch Youth จากการแข่งขัน 6th International Scratch Creative Programming Olympiad 2022

“ขอแสดงความชื่นชมกับทีมชาติไทย และทางสมาพันธ์ฯ ที่จัดโครงการดีๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ครู นักเรียน เป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปร่วมการประกวดฯ จนได้นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย  โดยปีนี้เป็นปีที่พิเศษที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการประกวดฯ โอลิมปิกวิชาการนานาชาติด้านนวัตกรรมสร้างสรรค์โปรแกรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เป็นปีแรกด้วย” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

 

ก.ค.ศ. เดินหน้าพัฒนาระบบการคัดเลือกและพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567  ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ว่าที่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการเป็นประธานการประชุมสัมมนาจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ณ โรงแรมเบลล่า บี บางกรวย จังหวัดนนทบุรี ว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฉบับใหม่ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว 19 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสายงานนิเทศการศึกษาต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์และต้องได้รับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ประกอบกับมติ ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ได้พิจารณาแนวทางการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูฯ ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ได้ศึกษานิเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถและศักยภาพในการแนะนำ ชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยที่ประชุมร่วมกันพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก

ดร.พิเชฐร์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 1 คือ การกำหนดสมรรถนะและประสบการณ์ของตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ประเด็นที่ 2 คือ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ และประเด็นที่ 3 คือ  (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกันในการพัฒนาการบริหารงานบุคคลฯ สำหรับตำแหน่งศึกษานิเทศก์  อย่างไรก็ตาม การพัฒนาศึกษานิเทศก์ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดกรองศึกษานิเทศก์แบบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องผ่านการพัฒนาสมรรถนะผ่านระบบ e-Learning ก่อนเข้ารับการคัดเลือก และเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องเข้ารับการพัฒนาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของศึกษานิเทศก์และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมีกรอบแนวคิดในการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ตามมาตรา 50 สามารถยื่นขอมีวิทยฐานะชำนาญการผ่านระบบ DPA โดยใช้ PA ร่วมกับ Project-based Development ในการประเมิน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน

“เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาศึกษานิเทศก์คือการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งให้ศึกษานิเทศก์มีความรู้ความสามารถในการแนะนำและชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศในภาพรวม” ดร.พิเชฐร์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ผลจากการประชุมจะนำไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการพัฒนาศึกษานิเทศก์ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาวการณ์การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

สพฐ.เดินหน้าLearn to Earn ให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน ตั้งแพลตฟอร์มขายของทางออนไลน์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 46/2567 ว่า ตนได้นำข้อสั่งการของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาของ สพฐ.ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อสั่งการ โดยวันนี้ ที่ประชุมได้ติดตามประเด็น Thailand zero dropout การแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และเด็กออกกลางคัน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล นับจากการประกาศ Kick off นโยบาย สพฐ. “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ในการประชุมผ็อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้จากการดำเนินการสำรวจและติดตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ค้นพบเด็กที่หลุดออกจากระบบ และนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ได้มากกว่า 4,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีเด็กอีกกลุ่ม คือ เด็กที่มีปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียน ก็ได้มีการนำการศึกษาไปให้ถึงบ้าน เช่น เด็กที่เป็นคนไข้ติดเตียงต้องรักษาตัวระยะยาวที่โรงพยาบาล หรือเด็กที่มีภาระทางบ้าน มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่ง สพฐ.จะต้องพยายามให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ให้มีใครตกหล่นและออกนอกระบบ

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ประสานกับกรมสุขภาพจิตและนักจิตวิทยา จัดทำระบบดูแลนักเรียนให้เข้มแข็ง มีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มที่มีแนวโน้มเกิดอาการเครียด ต้องมีแนวทางการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น รวมถึง ประเด็นข่าวที่ผู้ปกครองเครียดเนื่องจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เตรียมที่จะปิดตัวเพื่อเปลี่ยนเป็นโรงเรียนนานาชาติ ทาง สพฐ. ก็ได้เตรียมพร้อมโรงเรียนใกล้เคียงไว้รองรับ หากผู้ปกครองมีความประสงค์จะย้ายบุตรหลานไปโรงเรียนอื่นหลังจากที่โรงเรียนนี้ปิดตัวไป ให้มาเรียนกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ได้ ผู้ปกครองไม่ต้องกังวล

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องข่าวว่า ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งทุจริตค่าอาหารกลางวันนักเรียนและพกอาวุธเข้ามาในโรงเรียน ล่าสุด สพฐ. ได้พิจารณาให้ผอ.คนดังกล่าวเข้ามารายงานตัวที่ สพฐ. เพื่อให้เขตพื้นที่ฯดำเนินการสอบสวนทางวินัยแล้ว หากพบว่ามีการกระทำความผิดก็จะมีการดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นกรณีตัวอย่างในเรื่องของโครงการอาหารกลางวันและการสร้างสถานศึกษาปลอดภัย ปราศจากอาวุธและการทำร้าย เป็นนโยบายสำคัญและข้อสั่งการของ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนทุกคนและสุดท้ายคือเรื่องของขวัญวันปีใหม่ ของขวัญวันเด็ก และของขวัญวันครู เราตั้งใจว่าสิ่งใดที่เป็นการลดภาระครู ก็จะให้เป็นของขวัญวันครู สิ่งใดที่เป็นการลดภาระนักเรียนก็จะให้เป็นของขวัญวันเด็ก ซึ่งทาง สพฐ. ยังมีอีกหลายโครงการที่ทำเพื่อเป็นการลดภาระนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นของขวัญให้เด็กอย่างชัดเจนตอนนี้ก็คือ Learn to Earn การมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว โดยให้นักเรียนขายของในระบบออนไลน์ และประเด็นสำคัญที่รมว.ศึกษาธิการสั่งการคือ  คือการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ไปสู่ห้องเรียน ซึ่งตอนนี้กำลังออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายนี้ลงไปถึงตัวครูและนักเรียน รวมถึงพี่น้องประชาชนด้วย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ หอประชุม St.Francis โรงเรียนดรุณาราชบุรี มีพิธีเปิดงานมหกรรมวิชาการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ปีการศึกษา 2567 การแข่งขันทักษะวิชาการ โรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี “Love to Learn, Learn to Live, and Live to Love” โดยมี บิชอป ซิลวีโอ สิริพงษ์  จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี  เป็นประธานในพิธี กล่าวว่า มหกรรมวิชาการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2567 นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงทักษะความรู้และศักยภาพของตนเองผ่านการจัดกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนในเครือคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรีจะจัดการศึกษาโดยเน้นคุณธรรมควบคู่กับความรู้ โดยใช้คติคำขวัญเดียวกันว่า คุณธรรมนำวิชาพัฒนาสุข เพื่อให้เด็กนักเรียนได้พัฒนาในส่วนทั้งความรู้ ความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หมายความว่าเราจะเน้นความเป็นเลิศในเรื่องของคุณงามความดีรับใช้สังคม

S__26362028_0-1024x768 ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

บิชอปซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี กล่าวต่อไปว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้ร่วมกับครูวางแผนจัดการเรียนด้วยกัน ให้นักเรียนมีบทบาทร่วมกับคุณครูทำโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่นักเรียนจะเป็นผู้รับแล้วครูเป็นผู้ถ่ายทอด แต่ปัจจุบันครูกับนักเรียนวางแผนร่วมกัน บางครั้งครูก็ต้องเรียนจากนักเรียน เด็กก็เรียนเป็นโครงงาน ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากขึ้นมีห้อง AI ที่จะให้นักเรียนได้เรียนรู้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเรายังเน้นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมอยู่

S__26362029_0-1024x768 ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ประธานฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้มาช่วยโรงเรียนอบรมเรื่องของการเรียนรู้แบบ Active Learning ทางโรงเรียนจึงให้เป็นนโยบายว่า ครูจะต้อง Active แล้วไปเรียนรู้พร้อมกับเด็ก โดยมีเด็กเป็นเจ้าของโครงการ ครูและนักเรียนเรียนไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นความรู้ของเด็กและครูจะต้องมาคู่กัน เริ่มต้น คือ ให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าจะเรียนเรื่องอะไรแล้วมาวางแผนร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก ทำให้การเรียนการสอนไม่เป็น Passive แต่เป็น Active  เพราะครูกับเด็กจะต้องลงมือทำร่วมกัน ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน

S__26362032_0-1024x768 ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

“ผมเคยสัมภาษณ์เด็กว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่เด็กบอกว่าเพราะได้ลงมือทำจริง พอเรียนก็จะมีความสุข ทำให้โรงเรียนตั้งเป็นนโยบายว่าเรากำลังจะสร้างนวัตกรรมในการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กเป็นนวัตกรที่จะสร้างองค์ความรู้ได้เอง พัฒนาได้เอง  เพราะเด็กบอกว่ามีความสุข เวลาเรียนในห้องเรียนไม่ได้นั่งเรียนอย่างเดียว แต่ได้ทำกิจกรรม เป็นการเรียนที่มีความสุข ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิดการพัฒนา และเด็กก็มีคุณธรรม รู้จักการแบ่งปัน มีจิตอาสา ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ  และการที่เด็กได้เรียนรู้กระบวนการก็จะทำให้สามารถไปต่อยอดได้ เมื่อเขาสามารถต่อยอดสำเร็จเค้าก็จะเป็นนวัตกรที่จะสามารถไปสร้างอาชีพได้ เพราะการเรียนแบบ Active Learning เด็กจะต้องมีโปรเจค ที่สำคัญโปรเจคที่คิดจะไม่ใช่คิดเพื่อตัวเอง แต่คิดเพื่อต่อยอดไปยังคนอื่นและสังคม โดยอาจจะเริ่มจากคนที่รัก คนที่ชอบ หรือคนที่ใกล้ตัวก่อน แล้วต่อยอดไปถึงสังคม เช่น Theme งานมหกรรมวิชาการวันนี้ คือ รักษ์โลก ซึ่งก็ไม่ใช่เฉพาะตัวเรา แต่หมายถึงโลกทั้งโลกที่เด็กจะต้องดูแล เด็กก็จะไปคิดโปรเจค เช่น คนที่เลี้ยงสัตว์เค้าก็ทำเครื่องป้อนอาหารอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากเป็นประโยชน์กับตัวเองก็เผื่อไปยังคนอื่นด้วย เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการต่อยอดความคิดจากองค์ความรู้ที่มี Active Learning ก็คือกระบวนการเรียนรู้ที่จะสามารถต่อยอดองค์ความรู้ได้ และทำให้เด็กได้มีความสุขในการเรียน สอดคล้องกับหลักการของคริสตจักรที่ว่าเรียนเพื่อช่วยคนอื่น” บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์กล่าว

S__26362027_0-1024x768 ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า การพัฒนาคนยุคใหม่เป็นการพัฒนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยการให้ผู้เรียนเกิดความสามารถเป็นผู้สร้างความรู้เองได้ทุกมิติ ทั้งมิติของการคิด มิติของคุณธรรม ค่านิยม และมิติของทักษะกระบวนการ ซึ่งโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลราชบุรี สามารถจัดการศึกษาโดยหลอมรวมทั้งสามมิติให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ ไม่คิดแบบแยกส่วน มีเหตุมีผล และมีคุณธรรม ค่านิยม จริยธรรม ทำให้เด็กคิดไปถึงมุมกว้าง ไปถึงสังคม ไปถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศชั้นนำทั่วโลกต้องการให้คนคิดแบบนี้ ถ้าเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ที่ทำเพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลกได้ สามารถควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ งานของเค้าจะมีคุณค่าต่อคนทั้งโลกทันทีและมีมูลค่าสูง

S__26362030_0-1024x768 ยก“โรงเรียนดรุณาราชบุรี”โมเดลต้นแบบ การเรียนรู้แบบ Active Learning บรรลุเป้าหมาย “เรียนดีมีความสุข” สอดรับนโยบาย “บิ๊กอุ้ม”

“เท่าที่คุยกับผู้บริหารโรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนได้จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเข้าถึงนวัตกรรม ไม่ใช่เอาผลงานนวัตกรรมมาโชว์ แต่นักเรียนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงนวัตกรรมโดยการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะแบบกลุ่ม แบบเดี่ยว กลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ แต่ทุกคนต้องเข้าถึงผ่านสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม เป็นจุดเริ่มต้นที่สัมพันธ์กับความฉลาดของเด็กแต่ละด้าน เช่น เด็กฉลาดคณิตศาสตร์เริ่มที่คณิตศาสตร์ ถ้าฉลาดภาษาก็เริ่มที่ภาษา แต่ทั้งหมดนี้จะพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้เดียวกันผ่าน การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า โรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถบรรลุเป้าหมายมาตรฐานตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและเป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศได้ เพราะหัวใจของประเทศขณะนี้คือการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ตามมาตรฐานสากลซึ่งหลายประเทศนำมาใช้และบรรลุเป้าหมายจนตอนนี้เค้าเริ่มต่อยอดแล้ว แต่โรงเรียนในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถบรรลุได้แม้แต่มาตรฐานเดียว เพราะยังไม่สอนแบบ Active Learning

สมศ.ขานรับนโยบาย“บิ๊กอุ้ม“ ภายใน5ปี ประเมินสถานศึกษาครบกว่า5.8หมื่นแห่ง

S__26222599_0-1-1024x683 สมศ.ขานรับนโยบาย“บิ๊กอุ้ม“ ภายใน5ปี ประเมินสถานศึกษาครบกว่า5.8หมื่นแห่ง
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) เปิเผยว่า จากกรณี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้ สมศ.เพิ่มจำนวน ประเมินภายนอกสถานศึกษา ในปีถัด ๆ ไป โดยต้องการให้สถานศึกษาได้รับการประเมินทุกแห่งนั้น จำนวนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีทั้งสิ้นมีจำนวน 58,000 กว่าแห่ง ซึ่งในการประเมิน สมศ.ได้ทำตามกรอบกฎหมายอยู่แล้ว เพราะกฎหมายกำหนดให้สถานศึกษาหนึ่งแห่งต้องรับการประเมินอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก 5 ปี สมศ.ก็ได้มีการวางแผนไว้แล้วว่าแต่ละปีจะสามารถประเมินได้จำนวนเท่าไหร่ เมื่อครบรอบ 5ปี ก็จะประเมินสถานศึกษาได้ครบทั้งหมด

S__26255456_0-1024x683 สมศ.ขานรับนโยบาย“บิ๊กอุ้ม“ ภายใน5ปี ประเมินสถานศึกษาครบกว่า5.8หมื่นแห่ง

รักษาการ ผอ.สมศ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนรูปแบบวิธีการตรวจเยี่ยมสถานศึกษานั้น โดยหลักจะมีทั้งแบบออนไลน์ virtual visit ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นการปรับรูปแบบการตรวจประเมินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น และการตรวจเยี่ยมแบบเดิมคือ onsite visit ที่ผู้ประเมินจะต้องเข้าไปตรวจเยี่ยมในพื้นที่ที่โรงเรียนจริง ๆ โดยในการตรวจเยี่ยมรอบนี้ สมศ.ได้ใช้การตรวจเยี่ยมทั้ง 2 รูปแบบและมีแบบผสมผสาน หรือ hybrid ด้วย โดยใช้ผลการประเมินที่ผ่านมาทั้งหมดบวกกับผลประเมินปัจจุบันแล้วมาวิเคราะห์ว่าควรจะประเมินสถานศึกษาแห่งไหนแบบ onsite visit หรือ virtual visit หรือ hybrid ซึ่งจะมีเกณฑ์อยู่แล้ว และจะมีการพูดคุยกับสถานศึกษาก่อนว่าจะใช้รูปแบบใด

“สำหรับกรณีที่ผลการประเมินสถานศึกษาแล้วถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียว สีเหลือง หรือ สีแดง คือ สีแดงเท่ากับระดับ 1-2 สีเหลืองระดับ 3-4 และ สีเขียวระดับ 5 นั้น โดยความคาดหวังถ้าสถานศึกษาสามารถทำได้ระดับสีเขียวทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ตอนนี้ที่ประเมินไปแล้ว 5,000 กว่า แห่งรวมทุกสังกัด ที่ทำได้ระดับ 5 หรือ สีเขียว มีประมาณ 10%เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก”ดร.นันทา กล่าว

“อรรถพล”ห่วงการศึกษาไทยปรับตัวช้า พัฒนาคนไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดร.อรรถพล  สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า แม้ตนจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังคงติดตามการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาคนซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงศึกษาธิการโดยตลอด โดยประเด็นที่ห่วงใยอย่างยิ่ง คือ การปรับตัวของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของคนให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ห่วงใยมาตั้งแต่ยังรับราชการจนถึงปัจจุบัน เพราะการปรับตัวขององค์กรใหญ่ที่ค่อนข้างล่าช้า และไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งช่องว่าง (Gap) ห่างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะส่งผลให้เกิดวิกฤตแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเช่น

ปัจจุบันการเติบโตของ Gig Economy และ Gig Workers เติบโตขึ้นมาก โดย Gig Economy คือเศรษฐกิจที่ดำเนินการอย่างยืดหยุ่น มีการแลกเปลี่ยนแรงงานและทรัพยากรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกในการจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายอย่างแข็งขัน โดยองค์กรต่าง ๆ จะจ้างผู้รับเหมาอิสระและฟรีแลนซ์แทนที่จะเป็นพนักงานประจำ ไม่จำเป็นต้องมีตารางเวลาที่เป็นระบบ การจัดระบบที่คล้ายคลึงกันนี้พบเห็นได้ในบริษัทต่าง ๆ เช่น Uber  DoorDash และ Airbnb โดยลักษณะนี้ Gig Economy จึงส่งผลให้บริการต่าง ๆ ถูกกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งสามารถเสนอทางเลือกที่ไม่เหมือนใครและรวดเร็วกว่าให้กับผู้บริโภคได้ และทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเศรษฐกิจรูปแบบนี้ต้องการคนทำงานที่มีลักษณะแตกต่างจากเดิมที่เรียกว่า Gig Workers คือคนทำงานที่ไม่ใช่งานประจำแต่ใช้วิชาชีพของตนเองในการทำงานให้กับหลาย ๆ องค์กรที่ต้องการความชำนาญในการทำงานของพนักงานคนนั้น ดังนั้น พนักงานหนึ่งคนสามารถทำงานให้กับองค์กรต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งองค์กร และรับรายได้จากการทำงานนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อและวิถีของคนรุ่น Gen Z

“เมื่อหันกลับมามองการศึกษาและการพัฒนาคนของบ้านเรา จึงรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้การขับเคลื่อนเรื่องธนาคารหน่วยกิต ซึ่งจะเป็นช่องทางรองรับการเตรียมคนสำหรับเศรษฐกิจรูปแบบนี้ยังมีข้อจำกัดมาก โดยเรื่องนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ริเริ่มและมีการออกนโยบายตั้งแต่ผมยังรับราชการอยู่ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ค่อยก้าวหน้ามากนักจนช่องว่างการเตรียมคนขยับตัวไม่ทัน”ดร.อรรถพลกล่าว

“ครูเอ”ปลื้ม “ปลัดปุ๊กโมเดล” นำผลประเมินของ สมศ.ไปใช้พัฒนาโรงเรียนได้ผลแบบก้าวกระโดด

S__26222603_0-1024x683 “ครูเอ”ปลื้ม "ปลัดปุ๊กโมเดล" นำผลประเมินของ สมศ.ไปใช้พัฒนาโรงเรียนได้ผลแบบก้าวกระโดด

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำสื่อมวลชนสัญจร ลงพื้นที่ โรงเรียนวัดบ้านปลัดปุ๊ก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ สถานศึกษาท้องถิ่นที่สร้างมาตรฐานแบบก้าวกระโดดด้วยการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาก้าวข้ามจากระดับ “ปรับปรุง” สู่ระดับ ”ดีมาก“ พร้อมอินไซด์แนวคิด 5 ร่วมและ “PALADPUK MODEL“ที่ขจัดจุดบกพร่องทางการเรียนการสอนได้อย่างหมดจดยกระดับผลการสอบระดับชาติที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดย นางทองมี บุญศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านปลัดปุ๊ก กล่าวว่า ที่ผ่านมานักเรียนของโรงเรียนมีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับต่ำ และอาคารสถานที่ก็เสื่อมโทรม ผอ.จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงคุณภาพสถานศึกษากับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. โดยโรงเรียนได้นำผลการประเมินภายนอกไปปรับใช้อย่างจริงจังร่วมกับการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม เป็นรูปแบบ “PALADPUK MODEL“ ภายใต้ 5 แนวคิด คือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมประเมินผล และร่วมชื่นชม ทำให้ทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของและร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือโรงเรียนได้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข และนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)บุรีรัมย์ เขต 1 มาใช้ ทำให้โรงเรียนประสบผลสำเร็จในเชิงประจักษ์เช่น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง การทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการอ่าน (Reading Test : RT) การทดสอบความสามาถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) หรือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(Ordinary National Educational Test : O-NET) สูงกว่าระดับประเทศ และ ยังมีผลงานดีเด่นด้านกีฬา รวมถึงได้รับการประกันคุณภาพภายนอกจากสมศ.ปี พ.ศ. 2567-2571 ด้วย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนอย่างมาก

S__26222601_0-1024x683 “ครูเอ”ปลื้ม "ปลัดปุ๊กโมเดล" นำผลประเมินของ สมศ.ไปใช้พัฒนาโรงเรียนได้ผลแบบก้าวกระโดด

นายสุรศักดิ์ พันธ์ เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนโยบายของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจอย่างมากในการสร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาด้วยแนวคิด เรียนดี มีความสุข ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา – สร้างโอกาสที่ดีให้กับผู้เรียนทุกคน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและชนบท มักประสบปัญหาขาดแคลนทั้งงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นจึงได้มอบนโยบายให้ สมศ.เร่งดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอกกลุ่มโรงเรียนดังกล่าว เพื่อช่วยสะท้อนสภาพที่เป็นจริงของโรงเรียนให้ทราบถึงจุดเด่น จุดที่ควรปรับปรุง ตลอดจนแนวทางในการพัฒนา พร้อมส่งเสริมและผลักดันให้มีการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปปรับใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กไทยให้บรรลุเป้าหมาย “เรียนดี มีความสุข”

S__26222604_0-1024x683 “ครูเอ”ปลื้ม "ปลัดปุ๊กโมเดล" นำผลประเมินของ สมศ.ไปใช้พัฒนาโรงเรียนได้ผลแบบก้าวกระโดด

“ความสำเร็จของโรงเรียนวัดบ้านปลัดปุ๊ก เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าข้อเสนอแนะจากการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. นั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา แม้จะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส หรือโรงเรียนที่เคยมีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง แต่หากสถานศึกษา นำข้อเสนอแนะไปปรับใช้อย่างจริงจังก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและได้รับผลการประเมินที่ยอดเยี่ยมได้ เพราะข้อเสนอแนะของ สมศ. สอดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา และปฏิบัติได้จริง” นายสุรศักดิ์กล่าวและว่า รมว.ศึกษาธิการจะย้ำเสมอว่า ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาสก็ต้องให้ความสำคัญเพราะกลุ่มโรงเรียนดังกล่าวแม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกลและทุรกันดาร แต่ก็มีจุดเด่นอยู่ที่ความใกล้ชิดกับชุมชน ทำให้สามารถเข้าใจบริบทและความต้องการของผู้เรียนได้อย่างลึกซึ้ง สามารถปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ ที่สำคัญคือ ใกล้บ้าน ซึ่งเชื่อว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็คงไม่ต้องการให้ลูกหลานไปเรียนไกลหูไกลตา ดังนั้น หากทุกฝ่ายช่วยกันดูแลพัฒนาโรงเรียน ทำงานร่วมกันตามแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน เด็กก็จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

S__26222599_0-1024x683 “ครูเอ”ปลื้ม "ปลัดปุ๊กโมเดล" นำผลประเมินของ สมศ.ไปใช้พัฒนาโรงเรียนได้ผลแบบก้าวกระโดด

ด้าน ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า การประเมินภายนอกของ สมศ.รอบนี้ มีโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3,013 แห่ง มีเพียง 7 แห่งที่ผลประเมินก้าวกระโดด โดยในจำนวน 7 แห่งนี้ มี 5 แห่งที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้ของ สมศ. ที่ทำร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งโครงการได้เข้าไปช่วยเหลือโรงเรียนอย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยมีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เข้าไปช่วยวิเคราะห์ เสนอแนะ และนำไปสู่การวางแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาไปสู่แผนปฏิบัติการประจำปี และนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นการดำเนินการแบบครบวงจรครอบคลุมทุกด้านทั้งด้านเด็ก ครูและผู้บริหาร