วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)กล่าวระหว่าง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้บริหารสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง รวม 395 คน เข้าร่วม ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายประเสริฐ กล่าวว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่การปฏิบัติ จึงขอให้ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน ทั้งส่วนกลางจากแท่งเป็นทีม และจังหวัดและพื้นที่ ก็อยากให้ทำงานเป็นทีมทั้งเขตมัธยมและเขตประถมศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย จัดทำยุทธศาสตร์การศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีศักยภาพและความต้องการแตกต่างกัน เช่น พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ บริบทของการศึกษาแตกต่างกัน แต่ก็ขอให้แต่ละพื้นที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน แต่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ผมอยากเห็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ทั้งการบริหารงานบุคคล การแต่งตั้งโยกย้าย การสอบบรรจุครู การจัดทำแผนพัฒนาครู การบริหารงบประมาณ และการกำกับดูแลคุณภาพการศึกษา โดยขอให้ยึดหลัก ความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาการร้องเรียนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน เพราะข่าวกรณีการสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่ผ่านมาก็มีข้อร้องเรียนในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องการให้ทุกเขตพื้นที่ดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา”รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ตอนนี้คือ ครูอัตราจ้างได้รับเงินเดือนเพียง 5,500 บาท ซึ่งกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา แม้อาจมีเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละโรงเรียน แต่สำนักงานเขตพื้นที่และผู้บริหารโรงเรียนต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม และหาทางช่วยเหลือภายใต้กฎระเบียบ เพราะตนไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูถูกมองในแง่ลบ อีกทั้งปัญหาลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนอาคารเรียนและงบประมาณ โดยยอมรับว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เนื่องจากต้องสร้างความสมดุลระหว่างการจัดสรรทรัพยากรและการรักษาคุณภาพการศึกษา พร้อมขอให้เขตพื้นที่ฯทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้รับการยอมรับและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน นอกจากนี้ยังได้กำชับ โครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อค้นหาและนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ห้องเรียน โดยต้องบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการที่จัดการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศต้นแบบในอาเซียนที่ไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมกันนี้ ยังผลักดันนโยบายพัฒนา โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 จังหวัด ผ่านการสร้าง “โรงเรียนต้นแบบคุณภาพดีใกล้บ้าน” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองเลือกส่งบุตรหลานเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน โดยยืนยันว่า จะไม่มีนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่จะใช้การยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน15,000 แห่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ได้ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2560 ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) ซึ่งมีสาระสำคัญคือการรื้อโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)โดยมีการแก้ไขให้เพิ่มสัดส่วนของผู้แทนด้านต่าง ๆ จากเดิม 13 คน เพิ่มเป็น 24 คน

ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “All for Education : Leadership Showcase Shaping the Future” เพื่อผนึกพลังผู้บริหารการศึกษาระดับสูงและผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการนำเสนอผลสำเร็จจากพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนบทเรียนและนวัตกรรมการบริหาร พร้อมร่วมกันกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ภายในระยะ 3 และ 6 เดือน โดยมุ่งผลักดันนโยบายสำคัญ อาทิ การลดภาระครู ลดความเหลื่อมล้ำ นำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อการเรียนรู้ และการสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ทั้งนี้ ผลการประชุมจะถูกสังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติที่ดีและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนนโยบายของ สพฐ. ในระยะต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here