วันนี้ (ม.ค.) นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน รักษาราชการผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร สพฐ. ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงาน สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติพายุโซนร้อนปาบึก (Pabuk) ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร สงขลา ปัตตานี ยะลา โดยข้อมูลเมื่อวันที่ ม.ค. พบว่ามีจำนวนโรงเรียน 679 แห่งที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 16 เขต จำนวน 623 โรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต11 (สุราษฎร์ธานี,ชุมพร) โรง และสพม.เขต 12 (นครศรีธรรมราช,พัทลุง) 48 โรง ล่าสุดได้รับรายงานด้วยว่าวันนี้ยังมีสถานศึกษาที่ประกาศปิดการเรียนการสอน 24 โรง ส่วนวันที่ ม.ค.แจ้งปิด โรง และในวันที่ 10 ม.ค.จะสามารถเปิดจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติได้ครบทุกโรงเรียน

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีการแจ้งเตือนให้สถานศึกษาติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังเตรียมการเพื่อรับมือกับสถานการณ์มาแต่ก่อนที่พายุโซนร้อนปาบึกจะเข้าพื้นที่ และได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังช่วยเหลือโรงเรียนและนักเรียนที่ประสบภัยจากพายุโซนร้อน “ปาบึก” ซึ่งมอบให้ สพป.เขต ของทุกจังหวัดเป็นจุดหลักในการประชาสัมพันธ์และรับบริจาคสิ่งของจากผู้มีจิตศรัทธา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ และส่งต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน สพฐ.ได้เปิดบัญชี “รวมน้ำใจสู่อุทกภัยโรงเรียน” ปัจจุบันมียอดเงินอยู่กว่า 5 ล้านบาท ซึ่งยังเปิดรับบริจาคต่อเนื่องจากบุคคลภายนอกด้วย เพื่อเตรียมการไว้ช่วยเหลือสถานศึกษาอื่นที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

 “ในระหว่างวันที่ 10-11 ม.ค.สพฐ.จะส่งทีมผู้บริหารระดับสูงแบ่งสายลงพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยอย่างหนัก คือ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา เพื่อมอบสิ่งของและนำเงินช่วยเหลือเบื้องต้นที่ สพฐ.ได้รับบริจาคผ่านบัญชีรวมน้ำใจสู่อุทกภัยโรงเรียน ไปมอบให้ทั้ง 629 โรงเรียน โรงเรียนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า ล้านบาท  โดยเงินส่วนนี้มาจากเงิน ทั้งนี้ เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติก็ได้กำชับให้สถานศึกษา สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณลงไปทำการซ่อมแซม อาคาร สถานที่ที่เสียหายให้กลับมาใช้งานได้ตามเดิม ส่วนการสอนชดเชยแก่นักเรียนนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะทุกโรงเรียนทราบดีว่ากรณีที่ปิดการเรียนการสอนไปจะต้องสอนชดเชยให้ครบด้วย”นายสุรศักดิ์ กล่าว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here