เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ โดยมีการประชุมติดตามผลการดำเนินงานควบคู่กับการลงพื้นที่จริง ได้แก่ สกลนคร มุกดาหาร นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถให้ความช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แล้วจำนวน 196 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 235 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือเป็นไปในหลายรูปแบบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ และการลดภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งสามารถลดภาระหนี้ได้บางส่วน และที่สำคัญคือมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน
“จากการลงพื้นที่ ทำให้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการ โดยเฉพาะกลุ่มครูเกษียณอายุราชการที่มีเงินเหลือไม่พอใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน บางรายถึงขั้นเลือกจบชีวิตตัวเอง ดังนั้น สพฐ. จะเร่งผลักดัน ระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน “รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามปัญหาหลักที่พบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความร่วมมือจาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญ สพฐ. เห็นว่าการคิดอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่ควรสูงเกิน ร้อยละ 4.75 เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นวงจรหนี้ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าครูบางส่วนยังขาดวินัยทางการเงิน และยังไม่สามารถวางแผนการบริหารรายได้และหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง สพฐ. กำลังเร่งเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินควบคู่ไปกับการแก้หนี้
รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่ออีกว่า สพฐ. กำหนดเป้าหมายการลดจำนวนครูที่มีภาระหนี้วิกฤตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ภายใน 1 ปี จะมุ่งแก้ หนี้ในระบบที่เห็นชัดเป็นอันดับแรก ลดจำนวนครูที่ถูกหักเงินเดือนจนเหลือเงินต่ำกว่าร้อยละ 30 อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการรวบรวมข้อมูลหนี้ครบทุกเขตพื้นที่ การคัดกรองกลุ่มหนี้วิกฤต และการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล เพื่อให้ครูมีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้ครูที่เคยอยู่ในกลุ่มหนี้วิกฤต หลุดออกจากภาวะเสี่ยง อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ จำนวนครูที่ถูกฟ้องคดีบังคับคดีหรือเสี่ยงถูกฟ้องลดลงอย่างต่อเนื่อง







