ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตเลขาธิการสภาการศึกษาและอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการการศึกษา ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปรับเปลี่ยนทิศทางการศึกษาของประเทศ โดยมีความก้าวหน้าในเชิงหลักการอย่างชัดเจน จากเดิมที่มุ่งเน้น “ระบบการศึกษา(Education System)” ไปสู่ “ระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem)” ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ กลไกการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย
ดร.อรรถพล กล่าวว่า จุดแข็งของร่างกฎหมายคือการขยายความหมายของ “การศึกษา” ให้ครอบคลุมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย รวมถึงการยอมรับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการทำงาน การฝึกอบรม และประสบการณ์ชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาของนานาชาติ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงการศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศมากขึ้น ผ่านการมีส่วนร่วมของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ แรงงาน และภาคเอกชนในคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามแม้หลักการของร่างกฎหมายจะมีความทันสมัย แต่ยังขาดรายละเอียดเกี่ยวกับ กลไกการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพของแต่ละประเด็นการปฏิรูปแผนการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมสู่ระบบใหม่ การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ และกลไกติดตามความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
“บทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาไทยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายหรือวิสัยทัศน์ หากแต่อยู่ที่การแปลงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงควรให้ความสำคัญกับ Implementation Mechanism หรือกลไกการขับเคลื่อนควบคู่กับการกำหนดหลักการ” ดร.อรรถพลกล่าวและว่า ควรพิจารณาเพิ่มเติมกลไกสำคัญได้แก่ การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Roadmap) การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ระดับประเทศ(Outcome-based KPIs) ระบบรับรองสมรรถนะและผลการเรียนรู้ระดับชาติ (National Skills Framework และDigital Credential) การกำกับดูแลข้อมูลด้านการศึกษา (Education Data Governance) รวมถึงการเตรียมความพร้อมต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบการศึกษาเพื่อให้กฎหมายสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง
ดร.อรรถพล กล่าวอีกว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….มีศักยภาพที่จะเป็นกฎหมายที่วางรากฐานใหม่ของระบบการเรียนรู้ของประเทศ แต่ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากความสมบูรณ์ของบทบัญญัติในตัวกฎหมาย หากวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน คุณภาพการสอนของครูและศักยภาพของกำลังคนไทยในระยะยาว เพราะกฎหมายที่ดีไม่เพียงกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศแต่ต้องออกแบบกลไกที่ทำให้วิสัยทัศน์นั้นเกิดขึ้นได้จริง







