เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (ส.ปส.กช.) และ นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าพบ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เพื่อหารือถึงแนวทางนำนโยบายสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาเอกชน ที่ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ. โดย ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ กล่าวว่า โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศได้สรุปข้อเสนอ 5 ข้อเชิงนโยบาย ต่อ รมว.ศึกษาธิการ หลังผลสำรวจสถานการณ์ค้างชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาปี 2568 พบยอดค้างสะสมสูงถึง 2,175 ล้านบาท กระทบต่อสภาพคล่อง การจ่ายเงินเดือนครู และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ซึ่งจากการสำรวจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาร่วมตอบแบบสำรวจ 3,044 โรงเรียน จากจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 1,585,864 คน พบมีนักเรียนค้างชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาถึง 575,601 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 35.43 ของนักเรียนทั้งหมด โดยมียอดค้างชำระรวม 2,175,866,763.57 บาท และส่วนใหญ่เป็นยอดค้างตั้งแต่ 1 ภาคเรียนขึ้นไป นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า สาเหตุหลักของการค้างชำระค่าเล่าเรียนมาจากปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน ร้อยละ 75.33 รองลงมาคือปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราว ร้อยละ 71.48 และการขาดความรับผิดชอบ ร้อยละ 30.05
“ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนอย่างชัดเจนตอนนี้ คือ การจ่ายเงินเดือนครูและบุคลากรได้รับผลกระทบสูงถึงร้อยละ 89.25 รองลงมาคือปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ร้อยละ 80.05 และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ร้อยละ 68.63โรงเรียนเอกชน ร้อยละ 73.58 เห็นตรงกันว่าควรมีกลไกหรือมาตรการช่วยติดตามหนี้ค่าธรรมเนียมการศึกษา ขณะที่ร้อยละ 92.25 ต้องการให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครองควบคู่กันไป”นายศุภเสฏฐ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าว โรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ จังหวัดนครราชสีมา จึงนำข้อสรุปเสนอเชิงนโยบายต่อ รมว.ศึกษาธิการ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก โดย แก้ปัญหาใบประกอบวิชาชีพครู เร่งแก้ปัญหาการสอบบรรจุครูภาครัฐ ปรับปรุงระบบกองทุนสงเคราะห์ผู้บริหาร ครู และบุคลากรโรงเรียนเอกชน แก้ปัญหาการบรรจุครูชาวต่างชาติ 2. รัฐอุดรอยความเหลื่อมล้ำทางงบประมาณ โดย จัดสรรงบอาหารกลางวันให้นักเรียนโรงเรียนเอกชน ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน ส่งเสริมมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการศึกษา ปรับเกณฑ์คำนวณเงินอุดหนุนให้สอดคล้องต้นทุนจริง 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง โดยการ พัฒนาครูโดยไม่ดึงออกจากห้องเรียน ปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน ทบทวนข้อจำกัดด้านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 4. โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยการ สร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและการคุ้มครองนักเรียน ป้องกันและปราบปรามโรงเรียนเถื่อน ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา และ 5. ขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและครูเอกชนมีส่วนร่วมในการยกร่าง บรรจุแนวทางสำคัญของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ยังเหมาะสม
ทั้งนี้ ทางสมาคมฯขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือทั้งผู้ปกครองและสถานศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาหลุดออกจากระบบการศึกษา และสร้างความมั่นคงทางการเงินให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว






