
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารจักรพันธุ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีปละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงาน “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ของ 5 กระทรวงและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงแรงงาน เพื่อประกาศยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านการยกระดับศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัยให้พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงแถลงผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงด้านการพัฒนาทุนมนุษย์
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ได้เชิญตนมาร่วมงาน Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ เพื่อเปิดแผนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ยกระดับ 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้เป็นการพูดถึงการยกระดับการทำงานของ 5 กระทรวง ที่อยู่ในการกำกับดูแลของศ.ดร.ยศชนัน ซึ่งตนขอย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ เราได้มีการทำความเข้าใจระหว่างผู้บริหารระดับสูง คือ คณะรัฐมนตรีด้วยกันว่าเราไม่ใช่รัฐบาลผสม เราเป็นรัฐบาลร่วมกัน เป็นคณะรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลของพี่น้องประชาชน เป็นรัฐบาลของประเทศไทย ดังนั้นการดำเนินการทุกอย่าง ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมกันผลักดันเพื่อให้พวกเราทุกคนที่มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
นายกฯ กล่าวว่า งานวันนี้ถือว่ามาถูกที่ ถูกเวลา เพราะการพัฒนาคนเป็นเรื่องที่เร่งด่วนของโลก เพราะปัจจุบันเรามีความท้าทายทั้งเรื่องคนน้อยลง จากสังคมสูงวัย เรื่องเทคโนโลยีที่นับวันก็เปลี่ยนไปเร็วขึ้น เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน และเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้ ประเทศที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้คือจะต้องมีทุนมนุษย์ในเวอร์ชั่นใหม่ ที่ปรับตัวได้เร็ว ซึ่งวันนี้จากที่ตนได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ต้องบอกว่านี่คือทุนมนุษย์เวอร์ชั่นที่ยกกำลัง 2 ถือว่าเป็นเรื่องดี และน่าจะเป็นประโยชน์กับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ตนยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุนมนุษย์คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้เป็นรากฐานสำคัญ นี่คือคัสเตอร์ที่ศ.ดร.ยศชนัน กำกับดูแลเป็นหลัก ซึ่งทุกกระทรวงก็ใช้ทุนมนุษย์ในการพัฒนาเป็นหลากหลายมิติ
นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวานตนและรัฐมนตรีหลายคนอยู่ที่ปักกิ่ง ได้เข้าเยี่ยมบริษัทชั้นนำ คือ huawei ฉางอัน xiaomi alibaba ซึ่งตนเห็นตัวเลขที่ใช้ในการพัฒนาทุนมนุษย์และเทคโนโลยี ที่อยู่ใน R&D โปรแกรมของเขา อย่าง บริษัท huawei มียอดขาย 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เขานำเงินจำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 20% ของยอดขายทุกปี มาทำ R&D ในการพัฒนาตนก็ตกใจ ถ้าเอา 33 คูณ จะประมาณ 800,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวง อว. ก็มีงบฯ R&D เป็นหมื่นล้าน แต่เมื่อไปเปิดโลกกว้างเห็นแค่บริษัทเดียวของประเทศจีนเขามีงบฯในการพัฒนาทุนมนุษย์ เทคโนโลยี มากกว่างบของประเทศเราทั้งประเทศถึง 10 เท่า เราจึงต้องให้ความสำคัญไม่งั้นเราจะเป็นไก่รองบ่อน น้ำใต้ศอก ประเทศที่พร้อมจะพัฒนา
นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ต้องทำให้เรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นวาระที่รัฐบาล ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในวาระทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้ โดยการหารือกับผู้นำจีนในการเยือนประเทศจีน ตอกย้ำภาพที่ชัดเจนว่าโลกยุคใหม่กำลังแข่งขันด้วยองค์ความรู้ ด้วยเทคโนโลยี เป็นเหตุผลว่า กระทรวง อว.และกระทรวงเกษตร ฯ ได้มีการเซ็นMOUหลายฉบับ จึงให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลเราไม่ได้ละเลยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง รับมือและรับโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกระดับคนไทยให้แข็งแรงขึ้น รัฐบาลสนับสนุนให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา สนับสนุนให้คนของเรามีการเรียนรู้ตลอดชีวิต อัปสกิล รีสกิล ตลอดเวลา เพื่อให้พร้อมกับทุกการเปลี่ยนแปลงและที่สำคัญเราจะต้องดูแลสุขภาพภาวะทางจิตของคนไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระดับที่มนุษย์เราไม่เคยประสบมาก่อน
“ผมโชคดีที่ได้ท่านทั้งหลายมากำกับดูแลหน่วยงานมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้ง กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 เดือน ที่ทำงานด้วยกันมา ผมได้เห็นพลวัต เห็นฝีมือเห็นการทำงานของรัฐมนตรีทุกท่านที่กำกับดูแลกระทรวงเหล่านี้อย่างเต็มที่ สมัยก่อนเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เราก้าวก่ายกันไม่ได้ เราไม่มีเวลาไปติดตาม สมัยผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แค่เรื่องของผมเองก็แย่พออยู่แล้วจะไปนั่งถามของท่านประเสริฐ เป็นอย่างไรบ้าง คงไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความที่เรามาอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน มีการบ้านมากมายที่จะต้องทำให้ประเทศไทยของเราไปยืนบนเวทีโลกให้ได้” นายอนุทินกล่าวและว่า ต้องขอบพระคุณในความร่วมมือของรัฐมนตรี ในสายงานของศ.ดร.ยศชนัน เพราะมีการเตรียมพร้อมอย่างดี ทั้งเรื่องแรงงาน ไม่ว่าไปที่ไหนตนสามารถทำความตกลงกับหน่วยงานนั้นๆ ได้อย่างทันที มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนของรัฐบาลในวันนี้ เป็นด้วยความเป็นปึกแผ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน และยังสามารถบูรณาการส่งเสริมยกระดับศักยภาพของคนไทยในทุกมิติได้ กระทรวงทั้ง 5 กระทรวง วันนี้ถือว่าเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง และต้องขับเคลื่อนไปด้วยสปีด เดียวกันกับรัฐบาล เพื่อให้เกิดการผลักดันเพื่อให้เกิดมาเป็นพลังการพัฒนาประเทศได้ นี่คือภาพสะท้อนการทำงานเป็นระบบของรัฐบาลในการดึงศักยภาพของประชาชนออกมาให้ได้มากที่สุด
ศ.ดร.ยศชนัน บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ซึ่งได้กางแผนปฏิบัติการ “Lifelong Support” ที่สะท้อนวิสัยทัศน์การดูแลคนไทยแบบครบวงจรตลอดช่วงชีวิต โดยย้ำว่าการดูแลประชาชนต้องไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงานด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย ปรับเวลาทำการให้สอดรับกับวิถีชีวิตและเวลาเข้างานของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างแท้จริง พร้อมระบบหลังบ้านที่ถูกออกแบบใหม่เพื่อเร่งรัดการจ่ายเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน ควบคู่ไปกับการผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยทุกคนจะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
เมื่อก้าวสู่วัยเรียน (7-18 ปี) รัฐบาลได้ประกาศสงครามกับความซ้ำซ้อนในระบบการศึกษาผ่านนโยบาย “คืนเวลาให้ครู” โดยกล้าที่จะยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็นและหั่นตัวชี้วัด (KPIs) ลงถึง 71.52% ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่โรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่หลักคือการอยู่หน้าชั้นเรียนและพัฒนาผู้เรียน ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการ Zero Dropout PLUS ที่ตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพาเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ และไม่ลืมที่จะสร้างผู้นำแห่งอนาคตด้วยการมอบทุนเรียนต่อนานาชาติ ODOS กว่า 3,282 คน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศ
สำหรับวัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและวัยสร้างตัว (19-35 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่กำลังขยายขีดความสามารถ รัฐบาลได้ตัดสินใจทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ โดยอุดหนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS กว่า 147.2 ล้านบาท ส่งผลให้เยาวชนกว่า 9 แสนคนได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ถือเป็นการปลดล็อกภาระทางการเงินให้หลายแสนครอบครัว ในมิติของการสร้างกำลังคน ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์โครงสร้างประเทศ ทั้งการผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน นอกจากนี้ ยังสามารถจัดหางานให้ประชาชนลุล่วงไปแล้วกว่า 40,051 คน พร้อมยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย และไฮไลต์สำคัญคือการร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google มอบทุน Career Certificate เพื่อเดินหน้าอัปสกิลแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI
ในส่วนของวัยขยายศักยภาพไปจนถึงวัยเก๋าและกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) ศ.ดร.ยศชนัน ได้พลิกโฉมภาพจำของภาคการเกษตร โดยมุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” อย่างเต็มตัว ผ่านการสนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลักดันพื้นที่เกษตรปลอดภัย (GAP) และเกษตรอินทรีย์รวมกว่า 2.62 ล้านไร่ พร้อมส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยดาวเทียม ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตด้วยสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” มีการปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยและลดการรอคอย รวมถึงการใช้บิ๊กดาต้าอย่างระบบ Social Map สแกนพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 2.3 แสนคนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยาย Digital Healthcare Platform ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน เตรียมเปิดตัวเมืองต้นแบบ Senior Complex ที่อำเภอบางละมุง และเตรียมเคาะงบประมาณเพื่อสนับสนุนเบี้ยคนพิการถ้วนหน้าในอัตรา 1,000 บาท
นอกจากการวางรากฐานระยะยาวแล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ฉายภาพผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ภายใต้วาทกรรมสำคัญที่ว่า “สิ่งที่เราทำ เราลงมือทำจริงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ “การเริ่มงานใหม่” ที่เห็นผลทันตา อาทิ นโยบาย TCAS69 เท่าเทียม, การนำ AI เข้ามาสแกนความซ้ำซ้อนของงานวิจัยระดับชาติซึ่งช่วยรัฐประหยัดงบประมาณไปได้ทันทีกว่า 72 ล้านบาท, การผลักดันเพื่อปรับเงินเดือนเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน และความภูมิใจสูงสุดในการส่งมอบอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” เพื่อเตรียมขึ้นวงโคจรรอบดวงจันทร์ ในขณะที่ “การสานงานเดิม” ก็ถูกขยายผลจนเกิดอิมแพคระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่พลิกโฉมการแก้ปัญหาเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์สำเร็จไปกว่า 1.9 ล้านเรื่อง, แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ที่ใช้ดาต้าชี้เป้าช่วยเหลือชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือน ไปจนถึงการยกระดับ Local Enterprises ที่สร้างเม็ดเงินเข้าชุมชนเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำให้มั่นคงด้วย Big Data และโครงการรถไฟไทยทำ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่านวัตกรรมสามารถแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง
เมื่อทรัพยากรมนุษย์ถูกยกระดับจนพร้อมสรรพ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กางแผนที่นำทางสู่การสร้างรายได้ใหม่ของประเทศ โดยประกาศการเดินเครื่อง 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand ที่เตรียมรุกฆาตด้วยนโยบาย ASEAN Chips Diplomacy เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค, ยุทธศาสตร์ Wellness Economy ที่พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์, ยุทธศาสตร์ Space Economy ผ่านความร่วมมือภารกิจสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา และยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ
ยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนอย่างเอาจริงเอาจังผ่านกลไกของ “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ภายใต้ กรอ. ซึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางเชิงลึกถึง 7 คณะ โดยถือเป็นการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของเครือข่ายผู้นำระดับชาติจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำโดยมันสมองของประเทศอย่าง ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, จรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, คมกริช นาคะลักษณ์, แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, สราวุฒิ อยู่วิทยา, บวรนันท์ ทองกัลยา, สุทธาภา อมรวิวัฒน์, เรืองโรจน์ พูนผล, อติชาญ เชิงชวโน, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สาระ ล่ำซำ, ผยง ศรีวณิช และธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจากทั้ง 5 กระทรวงในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และผู้แทนจากหน่วยงานและกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายนามทั้งหมดนี้คือว่าที่คณะกรรมการที่จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการแปรเปลี่ยนนโยบายการลงทุนกับคนไทย ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุด ที่พร้อมจะพยุงและ “ยกกำลังประเทศไทย” ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน แข็งแกร่ง และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย






