เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนราชวินิต ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)เพื่อพัฒนาคุณภาพวิชาการ มุ่งสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ระหว่าง สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(ส.บ.ท.) และ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา”พร้อมมอบโล่รางวัล เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการย้ำการศึกษาเป็นเส้นทางสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ผลักดันแนวคิด All for Education เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา สมาคมทางการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้แก่ผู้บริหาร ครู และส่งต่อผลลัพธ์ไปถึงผู้เรียน ซึ่งในการร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กับ พว.ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครูให้เข้าใจกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และสามารถนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียน โดยสาระสำคัญของ Active Learning ไม่ได้อยู่เพียงการให้เด็กลงมือทำ แต่ต้องทำให้เด็ก คิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุผล และคิดถึงผลกระทบก่อนตัดสินใจ ทั้งผลเชิงบวกและเชิงลบต่อตนเอง เพื่อน และสังคม โดยยึดหลัก Think Twice หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของกระบวนการคิด ทั้งการคิดอย่างมีระบบ การใช้เหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ โดยครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว มาเป็นโค้ชที่คอยชี้แนะเด็กทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป้าหมายของการเรียนรู้ต้องพัฒนาเด็กควบคู่กันทั้ง วิชาการ และ จริยธรรม คือ ความรู้คู่คุณธรรม เพื่อให้เด็กไม่ได้เก่งเพียงด้านวิชาการ แต่รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจเลือกสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม เรียนรู้ที่จะคิดก่อนทำ คิดเป็นเหตุเป็นผล มีคุณธรรม และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เพื่อเตรียมเด็กไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่อย่างมีศักยภาพ

“อีกเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือ คือ การผลักดันให้ Active Learning นำไปสู่ การสร้างผลงานและนวัตกรรมของนักเรียน เปิดโอกาสให้เด็กคิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงานต่อเพื่อน ครู และผู้ปกครอง เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ ก่อนต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์จริง การพัฒนาเชิงธุรกิจ หรือแม้แต่การจดสิทธิบัตรในอนาคต โดยมองว่าจากแนวคิดดังกล่าว หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะมีถึงกว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามความร่วมกับ พว.ครั้งนี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษา สร้างผู้นำทางวิชาการ ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียน ให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง รวมถึงรับมือปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา ทั้งนี้หลังจากตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้บริหารใน 2 กระบวนการ หลัก คือ การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร และ การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร ซึ่งการร่วมมือกับสถาบัน พว. ครั้งนี้จึงเป็นการผนึกกำลังเพื่อพัฒนางานวิชาการอย่างเป็นระบบ

“โรงเรียนประถมศึกษาแต่ละแห่งมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งจำนวนนักเรียน จำนวนครู และความพร้อมด้านอาคารสถานที่ สมาคมฯจึงยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยวางแนวทางพัฒนาโรงเรียนแบบคู่ขนาน ครอบคลุมตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ไปจนถึงขนาดใหญ่พิเศษ ให้เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของแต่ละแห่ง โดยปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกประมาณ 10,000 กว่าโรงเรียน และกำลังขยายเครือข่ายด้านวิชาการให้กว้างขึ้น โดยไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะผู้บริหาร แต่เชื่อมโยงไปถึงครูและนักเรียน เพื่อให้ผู้บริหารมีนวัตกรรมในการบริหารจัดการสถานศึกษา และสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม”ดร.ปรพล กล่าวและว่า สำหรับการประชุมระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม มีผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารที่จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2569 ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ปีการศึกษา 2567 และผู้บริหารที่ผ่านการคัดสรรผลงานนวัตกรรมระดับภาค จำนวน 204 โรงเรียน ซึ่งเดินทางมาแข่งขันในระดับประเทศ พร้อมมีการประกาศผลและมอบโล่และเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับการคัดเลือก

นายกสมาคมฯ กล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญคือ นวัตกรรมและงานวิชาการทุกเรื่องต้องไม่หยุดอยู่ที่ตัวผู้บริหาร แต่ต้องถ่ายทอดลงไปถึงการพัฒนาผู้เรียน โดยโรงเรียนที่มีคุณภาพต้องเริ่มจากกระบวนการบริหารจัดการที่ดี ควบคู่กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลาง ตัวชี้วัด การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรรายวิชา กำหนดการสอน ไปจนถึงแผนการจัดการเรียนรู้ของครู โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งมุ่งให้เด็กเรียนรู้เป็นกระบวนการ ตั้งแต่การรวบรวมและแสวงหาข้อมูล การคิดวิเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ การประยุกต์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ การนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไปจนถึงขั้น Self-Regulating ที่ผู้เรียนสามารถสะท้อนและเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตประจำวัน ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ ดังนั้น ปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา จะต้องเริ่มจากผู้บริหารมีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูเข้าใจกระบวนการจัดการเรียนรู้ และนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการจริง ครูสามารถนำเหตุการณ์ร่วมสมัย รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัย มาสอดแทรกในการเรียนการสอนได้ทันที เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ ดังนั้น เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มองค์ความรู้ทางวิชาการให้ผู้บริหาร แต่คือการสร้างระบบตั้งแต่ ผู้บริหาร ครู และเด็ก ให้คิดและแก้ปัญหาเป็น

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps โดยเริ่มจากโรงเรียนนำร่องที่ได้นำกระบวนการดังกล่าวไปใช้และพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดและการแสดงออกของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายแนวทางร่วมมือกับเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในวงกว้าง ซึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารสนับสนุนอย่างจริงจัง การเปลี่ยนแปลงจะส่งต่อไปถึงครู และจากครูลงไปถึงนักเรียน ทำให้ห้องเรียนพัฒนาเป็น ห้องเรียนคุณภาพ ที่สามารถดูแลและยกระดับเด็กทุกคน ไม่ใช่มุ่งพัฒนาเฉพาะเด็กเก่งหรือเด็กบางกลุ่ม

“เด็กแต่ละคนมีศักยภาพและความถนัดแตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงไม่ควรแบ่งเด็กเพียงว่า “เก่งหรือไม่เก่ง” แต่ครูต้องมองเห็นความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคล ประเมินจากการแสดงออกด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการ แล้วใช้คำถามและกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยยกระดับเด็กแต่ละคนให้พัฒนาขึ้นตามศักยภาพ ดังนั้นการประเมินจึงไม่ควรเน้นเพียงคะแนนสอบหรือการวัดความจำ แต่ต้องใช้เกณฑ์ที่สะท้อนคุณภาพความสามารถผู้เรียน เพื่อให้ครูมองเห็นว่าเด็กแต่ละคนอยู่ระดับใด และต้องจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมอย่างไรจึงจะช่วยให้เด็กก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning และ GPAS 5 Steps จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการฝึกกระบวนการคิดที่เด็กสามารถนำไปใช้ข้ามศาสตร์และข้ามสถานการณ์ได้ ไม่ได้จบอยู่เพียงรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง เมื่อเด็กมีกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ก็สามารถนำไปใช้กับวิชาอื่น การดำเนินชีวิต สภาพแวดล้อมในครอบครัว ตลอดจนการประกอบอาชีพในอนาคต และนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต”ดร.ศักดิ์สิน กล่าวละว่า ดังนั้น การพัฒนา กระบวนการคิดขั้นสูง จึงเปรียบเสมือนการสร้างความแข็งแกร่งภายในให้เด็ก เมื่อเผชิญ “แรงกระแทก” จากกระแสสังคม ข้อมูล หรือสิ่งยั่วยุต่าง ๆ เด็กจะสามารถตั้งรับ คิดวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แม้เผชิญปัญหาหรือความผิดหวังก็สามารถตั้งหลักและกลับมาจัดการกับสถานการณ์ได้ ดังนั้นเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องสร้างให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที ภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุด คือ กระบวนการคิดที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here