เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในพื้นที่ โดยช่วงเช้าติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ก่อนเดินทางไปโรงเรียนนครพนมวิทยาคม เปิดศูนย์พลังสภานักเรียน สร้างโรงเรียนปลอดภัย และเป็นประธานลงนาม MOU ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาจากปัญหาทางการเงิน และหนี้สินครู และในช่วงบ่ายลงพื้นที่อำเภอนาแก เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนด้วย AI ที่โรงเรียนบ้านพระซองเหนือ ก่อนปิดภารกิจด้วยการเปิดมหกรรมวิชาการ “All for Education” ที่โรงเรียนธารน้ำใจ มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา เชื่อมการเรียนรู้กับทักษะอาชีพและการมีงานทำของนักเรียนในจังหวัดนครพนม โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน เข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “All for Education” ควบคู่กับการปรับองค์กรเข้าสู่ยุค Digital Transformation เพื่อให้การบริหารจัดการมีความรวดเร็ว แม่นยำ และส่งความช่วยเหลือถึงครูและนักเรียนได้ตรงจุด สำหรับนโยบายสำคัญที่ทุกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการต้องร่วมกันขับเคลื่อน ประกอบด้วย การสร้างโรงเรียนปลอดภัย (Safe School) ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการแล้ว อย่างไรก็ตาม การเดินหน้า Thailand Zero Dropout เพื่อไม่ให้เด็กแม้แต่คนเดียวหลุดออกจากระบบการศึกษา การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และทักษะสำหรับโลกอนาคต การนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยครูโดยไม่ใช่การทดแทนครู ตลอดจนการคืนเวลาให้ครูด้วยการลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน และแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ” พร้อมกำชับให้เดินหน้า 7 มาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง ส่วนการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น นโยบายที่ดีต้องเข้าใจบริบทและชีวิตจริงของเด็กในแต่ละพื้นที่ โดยตนจะลงพื้นที่พบครอบครัวและเด็กเพื่อรับฟังปัญหาด้วยตนเอง เพราะความสำเร็จของ Thailand Zero Dropout ต้องเริ่มจากการเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ใช่พิจารณาเพียงตัวเลขในรายงาน

พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับผู้บริหารทุกระดับทำงานร่วมกันในรูปแบบ “Team Education” แบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ลดการทำงานซ้ำซ้อน และใช้ข้อมูลจริงเป็นฐานในการตัดสินใจ เพื่อให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการลงถึงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภายในงานยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมัธยมศึกษา จำกัด เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ลดภาระทางการเงิน และสร้างขวัญกำลังใจให้ครูสามารถกลับมาทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here