เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้สัมภาษณ์กรณีสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งนำเสนอข่าวในทำนองว่า “พิเชฐ รอธนูสั่งไล่ออก 3 ผอ.เขตพื้นที่ฯถูกกล่าวหาทุจริต” ว่า การพาดหัวข่าวดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องรอให้ตนเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) คนใหม่ เพราะกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติและส่งเรื่องมายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะส่วนราชการต้นสังกัด ซึ่งตามขั้นตอน สพฐ.จะต้องนำไปพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงโทษปลดออกหรือไล่ออก แล้วแต่กรณี ก่อนส่งเรื่องมายัง ก.ค.ศ.ดำเนินการตามขั้นตอน โดยมี อ.ก.ค.ศ.วิสามัญทำหน้าที่พิจารณา ก่อนที่ ก.ค.ศ.จะมีมติเห็นพ้องกับการลงโทษทั้ง 3 ราย และขณะนี้ ก.ค.ศ.ได้ส่งมติกลับไปยัง สพฐ.เพื่อให้ลงโทษ ตามมาตรา 53 ของผู้มีอำนาจ ที่จะต้องออกคำสั่งลงโทษให้เป็นไปตามมติ ก.ค.ศ. และเมื่อออกคำสั่งแล้ว สพฐ.จะต้องแจ้งผลการดำเนินการไปยัง คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ทราบว่าได้ดำเนินการตามมติ ป.ป.ช.แล้ว

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า ในทางกฎหมายไม่จำเป็นต้องรอเลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ เพราะ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการ กพฐ.คนปัจจุบันหรือคนใหม่ เมื่อเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายก็สามารถดำเนินการได้ รวมถึงกรณีมีผู้ปฏิบัติราชการแทนตามกฎหมายก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน ดังนั้น การนำเสนอข่าวในลักษณะว่า ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. “รอธนูมาสั่งไล่ออก” จึงไม่ตรงกับกระบวนการทางกฎหมาย เพราะเรื่องไม่ได้ค้างอยู่ที่ ก.ค.ศ. และไม่ได้ต้องรอให้ตนเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.ก่อนจึงจะดำเนินการได้

“สำหรับกระแสข่าวที่มีการใช้คำว่า “ยื้อ” หรือระบุว่าอาจรอให้เลขาธิการ กพฐ.คนใหม่เป็นผู้ลงนามนั้น ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจาก ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.จึงไม่ควรสรุปว่า ดร.พิเชฐ ตั้งใจจะยื้อการออกคำสั่งลงโทษ”ดร.ธนู กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม หากถามว่าจะรอลงโทษหรือไม่รอ เป็นเรื่องของ ดร.พิเชฐ ในฐานะเลขาธิการ กพฐ.คนปัจจุบัน แต่ท่านมีหน้าที่ต้องออกคำสั่งตามมติ ก.ค.ศ. ส่วนเรื่องที่บอกว่าท่านจะยื้อ ขณะนี้ยังเป็นเพียงข่าว ต้องไปสอบถามท่านโดยตรง อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาตายตัวว่าจะต้องออกคำสั่งลงโทษภายใน 30 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน โดยบางกรณีอาจมีการกำหนดระยะเวลาเพื่อ “เร่งรัด” ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะไม่สามารถออกคำสั่งได้ หรือถือว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ และแม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาตายตัว แต่ช่วงเวลาที่ออกคำสั่งถ้าช้าเกินไป อาจมีผลกระทบต่อการเลื่อนตำแหน่งของผู้ที่ได้ขึ้นบัญชี ที่สอบผ่านการคัดเลือกเป็น ผอ.เขตพื้นที่ฯ ชุดปัจจุบัน ที่กำลังจะหมดอายุในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากยังไม่มีคำสั่งลงโทษก่อนบัญชีหมดอายุ ผอ.เขตพื้นที่ฯทั้ง 3 รายก็ยังอยู่ในตำแหน่ง และยังไม่เกิดตำแหน่งว่าง  ก็ไม่สามารถเรียกผู้ที่อยู่ในบัญชีเดิมมาบรรจุได้ และต้องเข้าสู่กระบวนการสอบคัดเลือกใหม่ จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่รอเรียกบรรจุจากบัญชีดังกล่าว ดังนั้น ดร.พิเชฐ ย่อมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว อย่างไรก็ตาม ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ. ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เห็นชอบให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา และเห็นชอบให้ ดร.ธนู ขวัญเดช ย้ายจากเลขาธิการ ก.ค.ศ. ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ. โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569นี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here