เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “สานพลังการศึกษา สร้างโอกาส เยียวยา และเชิดชูเกียรติ จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่โรงแรมเซาท์เทิร์น แอร์พอร์ต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา ภาคเอกชนและเครือข่ายเข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาและทุนการศึกษาในครั้งนี้ รวมกว่า 55 ล้านบาท แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้พิการ 11 ราย ทายาทผู้เสียชีวิต 5 ครอบครัว และนักเรียน นักศึกษา 1,158 คน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้ดูแลเยียวยาในพื้นที่ไปแล้วกว่า 454 ล้านบาท ทั้งนี้ ศธ.จะไม่ทิ้งครูที่เสียสละ ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และเด็กที่กำลังรอโอกาส  ซึ่งการเยียวยาไม่สามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียได้ทั้งหมด แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการไม่ลืมความเสียสละของครูและบุคลากรทางการศึกษา เราพร้อมเดินหน้านโยบาย “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และผลักดันให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการ “สร้างโอกาส” โดยย้ำว่า “เรียนฟรีต้องไม่ใช่แค่วาทกรรม” ทรัพยากรต้องไปถึงเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด ทุนการศึกษาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาส ควบคู่กับแนวทาง Thailand Zero Dropout เพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ศธ. ยังเดินหน้าความร่วมมือ HORIZON SANDBOX MODEL ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ศอ.บต. ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอิโรเซนบริหารธุรกิจ และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมห้องเรียนเข้ากับอาชีพและรายได้ เปิดทางให้เยาวชนที่เคยหลุดจากระบบการศึกษาได้กลับมาเรียนรู้และก้าวเข้าสู่โลกการทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการจะทำสำเร็จไม่ได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยผู้บริหารและครู ภาคเอกชนและเครือข่าย ศอ.บต. ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ร่วมกันทำให้การศึกษาเป็นทั้ง “ประตูแห่งโอกาส” และ “สะพานสู่อนาคต” สำหรับเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกภารกิจสำคัญคือการ เชิดชูเกียรติ ผู้ที่ทุ่มเทเพื่อการศึกษาเอกชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังได้สั่งทุกหน่วยงานและสถานศึกษารับมือสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด โดยย้ำหลัก “ความปลอดภัยต้องมาก่อน การเรียนต้องไม่สะดุด และประชาชนต้องได้รับความช่วยเหลือ” พร้อมเดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน ระดมอาชีวะช่วยฟื้นฟู โดยมี 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. ให้อำนาจโรงเรียนตัดสินใจตามสถานการณ์ ผู้อำนวยการสามารถสั่งปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนได้ โดยยึดความปลอดภัยและการเดินทางของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นหลัก 2. ยืดหยุ่นการเรียน ทั้งเวลาเรียน การเข้าเรียน การส่งงานและการประเมินผล ไม่เพิ่มภาระแก่ครอบครัวที่ประสบภัย 3. เร่งสำรวจความเสียหาย ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร อาคาร อุปกรณ์และสื่อการเรียน เพื่อจัดลำดับการช่วยเหลือและฟื้นฟู 4. ระดมอาชีวะช่วยหลังน้ำลด ส่งทีมครูและนักเรียนสายช่างช่วยตรวจและซ่อมระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์ อาคาร บ้านเรือนและสถานศึกษา เพื่อลดภาระประชาชน 5. เร่งฟื้นฟูโรงเรียน ทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยของอาคาร พร้อมซ่อมส่วนที่เสียหาย เพื่อเปิดเรียนได้โดยเร็วและปลอดภัย ทั้งนี้ ให้ สพฐ.จัดสรรงบให้เขตพื้นที่การศึกษาละ 350,000 บาท สำหรับซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ จะเร่งประเมินความเสียหายเพื่อพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here