เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้มีการซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรื่องการจัดทำคำขอกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2571 ซึ่งจะเร่งจัดทำร่างแรกเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบภายในวันที่ 15 มกราคม 2570 โดยสาระสำคัญจะเชื่อมโยงกับนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีจุดเน้น คือ ต้องไม่ซ้ำซ้อนทั้งภายในสำนักต่าง ๆ ของ สพฐ.เอง และไม่ซ้ำซ้อนกับส่วนราชการอื่น ๆ ด้วยตามนโยบายของรมว.ศึกษาธิการ ส่วนของงบ ฯ ปี 70 ซึ่งขณะนี้ได้รับการจัดสรรมาแล้ว แต่เนื่องจาก สพฐ.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีงบประมาณหลายหมวดมาก จึงต้องมีการเร่งรัดติดตามตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) ได้รายงานความก้าวหน้าการสอบครูผู้ช่วยกรณีปกติ ซึ่งรับสมัครเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา และจะมีการสอบคัดเลือกวันที่ 14-15 พฤศจิกายน  โดยมีอัตราว่าง 1,249 อัตรา ใน 50 กลุ่มวิชา 121 เขต มีผู้สมัครทั้งสิ้น 134,541 คน ซึ่งก็ได้มีการเน้นย้ำไปว่า ทุกเขตต้องโปร่งใส และตรวจสอบได้ ที่สำคัญคือทุกเขตต้องมีระบบป้องกันและป้องปรามเรื่องของการทุจริตและแสวงหาประโยชน์มิชอบ เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพตรงกับที่การศึกษาต้องการมากที่สุด

ดร.ธนู กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้รับรายงานผลการประชุมคณะทำงานของเลขาธิการ กพฐ. 5 คณะ เพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนงานนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ ลงสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมนำกติกาหรือกลไกที่ได้จากคณะทำงานไปบรรจุในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 ของ สพฐ. รวมถึงนำไปสื่อสารกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯทั่วประเทศที่จังหวัดพะเยาในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานต่อไป นอกจากนี้ได้มีการติดตามงานที่ รมว.ศึกษาธิการมอบหมาย โดยเฉพาะข้อมูลสถานศึกษาที่มีปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ซึ่งได้มีการคุยนำร่องกับทางบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) หรือ NT ไว้แล้ว เพื่อให้เข้ามาช่วยเรื่องการหาข้อมูลสถานศึกษาเบื้องต้น

“เรื่อง EDU Pass ซึ่งเป็นซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการศึกษาของไทยที่กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาขึ้นมา นั้น  เนื่องจาก สพฐ. เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก  ถ้า สพฐ.ขยับก็เหมือนกับกระทรวงขยับ ก็จะมีการเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุย เพื่อที่จะทำให้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่ รมว.ศึกษาธิการ วางไว้ คือ การแชร์ข้อมูลในภาพรวมของทั้งกระทรวงให้ได้ ส่วนเรื่อง Thailand Zero Dropout (TZD) มีประเด็นที่พูดคุยกันค่อนข้างมาก คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับเด็กที่อยู่ในภาคบังคับ แล้วมีประเด็นต้องออกจากโรงเรียนไปอยู่ในสถานพินิจ ซึ่งต้องมีการวางแนวทางที่ชัดเจน เรื่องการทำข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้ต้องหลุดออกนอกระบบ” เลขาธิการกพฐ.กล่าวและว่า สำหรับเรื่องของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่ปัจจุบันมีอยู่ 20 จังหวัดนั้น ที่ประชุมให้ความสนใจและจะต้องหยิบยกมาพูดคุยกันอีกครั้ง  โดยต้องคุยกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ด้วย เนื่องจากมีกติกาบางอย่างที่ทำให้มีการบริหารพื้นที่เหล่านี้แบบเฉพาะ และมีกติกาที่ทำให้ต้องแยกออกจากกติกาทั่วไป  ส่วนกรณีของงานการศึกษาพิเศษ รมว.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร สพฐ.ไปพบกับ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษที่อยู่กระจัดกระจาย และไม่ได้อยู่ในนิยามหน่วยบริการทางกฎหมายของ พม. ดังนั้นหากมีความจำเป็นอาจต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้งบประมาณและทรัพยากรของ พม.สามารถเข้ามาสนับสนุนการดูแลเด็กในสถานศึกษาการศึกษาพิเศษของ สพฐ.ได้มากขึ้น เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here