เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี “ทริปจีนล่ม” ซึ่งมีนักเรียนและครูรวม 70 คน จาก 11 โรงเรียน ไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมโครงการหลักสูตรระยะสั้นที่ประเทศจีนได้ตามกำหนด ว่า ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการเสร็จสิ้นและรายงานผลเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ตนพิจารณาแล้ว โดยสาระสำคัญจากผลการตรวจสอบเบื้องต้น คณะกรรมการฯเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมีมูลเข้าข่ายความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีประเด็นเข้าข่ายความผิดทางอาญา ซึ่งตนได้รายงานเบื้องต้นให้ รมว.ศึกษาธิการ ทราบแล้ว และจะสั่งการให้ดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า เมื่อผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ว่ามีมูล สิ่งที่จะดำเนินการต่อจากนี้มีทั้งกระบวนการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และการดำเนินการทางอาญา โดยในส่วนของคดีอาญาจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ตนจะให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯที่เป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเข้าร่วมเป็นกรรมการสอบสวน เพื่อสร้างความเป็นกลางและลดข้อครหาว่าคนในหน่วยงานช่วยเหลือกัน เพราะไม่ว่าผลสอบสุดท้ายจะออกมาว่าผิดหรือไม่ผิด สังคมต้องสามารถเชื่อมั่นในกระบวนการสอบสวนนี้ได้ ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งการรับทราบข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน การนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้าง และการต่อสู้ข้อกล่าวหาตามกระบวนการได้อย่างเต็มที่

“การที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชี้ว่ามีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งปลดออกหรือไล่ออกได้ทันที เพราะการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเพียงขั้นตอนรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด และมีมูลความผิดหรือไม่ เมื่อพบมูลวินัยอย่างร้ายแรง จึงต้องเข้าสู่กระบวนการหรือขั้นตอนตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้และนำพยานหลักฐานมาหักล้าง จากนั้นคณะกรรมการจึงพิจารณาน้ำหนักพยานหลักฐานและวินิจฉัยอีกครั้งว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริงหรือไม่ หากผลการสอบสวนสุดท้ายวินิจฉัยว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเข้าสู่การพิจารณาโทษ ปลดออกหรือไล่ออก แต่หากพยานหลักฐานจากการสอบสวนไม่ถึงขั้นวินัยอย่างร้ายแรง ผลการพิจารณาก็อาจแตกต่างออกไปได้ตามลำดับขั้น ดังนั้น สพฐ.ไม่สามารถนำเพียงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาสั่งลงโทษปลดหรือไล่ออกทันที เพราะจะเป็นการข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย”ดร.ธนู กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม จากผลการตรวจสอบยืนยันว่า โครงการดังกล่าว ไม่ได้เป็นโครงการของทางราชการ และไม่มีการขออนุญาตจากส่วนราชการ แต่เป็นการติดต่อประสานงานกันนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และจากสำนวนการตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินเข้าไปจริง และขณะนี้มีการโอนเงินคืนให้ผู้เสียหายแล้วบางส่วน แต่ยังคืนไม่ครบทั้งหมด โดยผู้เสียหายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำเป็นการส่วนตัวได้ เพราะกรณีนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้อำนาจหน้าที่ราชการ ความรับผิดทางแพ่งจึงเป็นความรับผิดส่วนบุคคล ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องกับผู้กระทำได้โดยตรง นอกจากนี้ การเรียกร้องค่าเสียหายสามารถดำเนินการในลักษณะ คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ได้ โดยสามารถร้องขอค่าเสียหายไปพร้อมกับกระบวนการดำเนินคดีอาญา ไม่จำเป็นต้องแยกดำเนินคดีออกจากกัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here