“นิยม ไผ่โสภา” ชูแนวคิดการศึกษายืดหยุ่น ต้องไม่ทิ้งเด็กแม้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เร่งเชื่อมความร่วมมือหน่วยงานการศึกษาระดับจังหวัดกับภาคีเครือข่าย จัดระบบเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนในสถานพินิจฯ ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากระบบ ชูโมเดล “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เปิดทางเรียนตามศักยภาพ พร้อมพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่โรงแรมเวลาดี จังหวัดนครพนม ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานเปิดเวทีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดและแนวทางการเชื่อมต่อระบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เด็กและเยาวชนนอกระบบ ภายใต้แนวคิด Thailand Zero Dropout (TZD) และการจัดการศึกษาแบบ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ซึ่งจัดโดยโครงการนครพนม Learning City เคลื่อนคนเคลื่อนเมือง ปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ทั้งนี้ ดร.นิยม บรรยายพิเศษ ถึงแนวคิดการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นว่า การศึกษาในปัจจุบันไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนหรือสถานศึกษาตามระบบปกติเท่านั้น แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตและความจำเป็นของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจต้องพักการเรียนหรือไม่สามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาตามปกติได้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกเชื่อมต่อทางการศึกษาที่ทำให้เด็กยังคงได้รับสิทธิและโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหัวใจสำคัญคือ เด็กที่เข้าสู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรืออยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม จะต้องไม่ถูกตัดขาดจากระบบการศึกษา เพราะการอยู่ในกระบวนการยุติธรรมไม่ควรหมายถึงการสิ้นสุดโอกาสทางการเรียนรู้ เด็กทุกคนควรมีโอกาสพัฒนาตนเอง ได้รับความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่ายในระดับจังหวัด เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและข้อจำกัดของเด็กแต่ละคน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อข้อมูลผู้เรียน การส่งต่อโอกาสทางการศึกษา และการจัดระบบรองรับเมื่อเด็กพ้นจากกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่การเรียนหรือศึกษาต่อในรูปแบบที่เหมาะสมได้อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการศึกษาที่ยืดหยุ่น สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ทั้งการปรับเวลาเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน การจัดการเรียนรู้ในสถานที่ที่เหมาะสม การเรียนผ่านระบบออนไลน์ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการนำประสบการณ์หรือทักษะที่ได้รับมาเทียบโอนผลการเรียน โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการจัดการศึกษาในรูปแบบเดียว
ดร.นิยม กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับแนวคิด “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ซึ่งเปิดโอกาสให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้ได้ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับข้อจำกัดและศักยภาพของตนเอง โดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ต้องได้รับการดูแลในสถานพินิจฯ ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเรียนให้ครบตามหลักสูตร แต่ต้องสร้างโอกาสในการค้นพบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง โดยสามารถนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึงพัฒนาทักษะอาชีพให้สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้จริง ทั้งนี้ แนวคิดการศึกษาที่ยืดหยุ่นยังให้ความสำคัญกับผู้เรียนสองกลุ่มควบคู่กัน ได้แก่ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งควรได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ และเด็กที่ขาดโอกาสหรืออยู่นอกระบบ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้สามารถเข้าถึงการศึกษา โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือไม่ปล่อยให้เด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“สำหรับกลไกขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ จำเป็นต้องพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดทำหลักสูตรที่ยืดหยุ่น การปรับเวลาเรียน การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ การจัดหน่วยกิตและการเทียบโอนผลการเรียน ตลอดจนการประเมินผลตามสมรรถนะจริงของผู้เรียน เพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับความหลากหลายของเด็กและเยาวชน”ดร.นิยม กล่าวและว่า อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้และการสนับสนุนทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาได้แม้มีข้อจำกัดด้านสถานที่ เวลา หรือสภาพชีวิต ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่มุ่งลดจำนวนเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเด็กทุกคนกลับเข้าสู่ห้องเรียนแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบระบบการศึกษาที่สามารถเข้าถึงเด็กแต่ละคนได้ตามบริบทชีวิต ดังนั้นเด็กในกระบวนการยุติธรรม การศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการได้รับวุฒิการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสครั้งใหม่ ลดความเสี่ยงที่จะกลับไปกระทำผิดซ้ำ และสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตภายหลังกลับคืนสู่สังคม การสร้างความร่วมมือในระดับจังหวัดจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การดูแลเด็กระหว่างอยู่ในสถานพินิจ การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม การพัฒนาทักษะอาชีพ ตลอดจนการส่งต่อเข้าสู่สถานศึกษาหรือช่องทางการเรียนรู้ภายหลังพ้นจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านจาก Education for All หรือการศึกษาเพื่อทุกคน ไปสู่ Education for Each and Every One หรือการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีความสามารถสูง ขาดโอกาส อยู่นอกระบบ หรืออยู่ในกระบวนการยุติธรรม ได้รับโอกาสเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ






