เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ดร.ธนู  ขวัญเดช  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับสัดส่วนกรรมการผู้ประเมินผลงานการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบดิจิทัล หรือ DPA ว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการอบรมคณะกรรมการผู้ประเมินชุดใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ที่มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯชุดดังกล่าว มาจากการคัดเลือกของหน่วยงานต้นสังกัดผู้ประเมิน ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)ดำเนินการคัดเลือกแล้วส่งรายชื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเมื่อผ่านการอบรมขั้นตอนวิธีการประเมินจากก.ค.ศ.เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถเริ่มประเมินผู้ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม นี้

“การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการประเมินครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานของผู้ถูกประเมิน โดยผู้ประเมินต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงานที่สอดคล้องกับ บริบทของผู้ถูกประเมิน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักการทำงาน ให้การประเมินมีความถูกต้องแม่นยำ มีการให้คะแนนที่เป็นธรรมกับผู้ถูกประเมิน ทั้งนี้จำนวนคณะกรรมการผู้ประเมิน มีมากกว่า 100 คน เนื่องจาก ก.ค.ศ.ไม่ได้กำหนดว่า แต่ละหน่วยงานจะต้องส่งมาเท่าไร เพียงแต่ดูคุณสมบัติที่เหมาะสม ส่วนการคัดเลือกผู้ประเมินแต่ละรายนั้น ยังคงใช้ระบบสุ่มกรรมการผู้ประเมินเช่นเดิม เพื่อไม่ให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ” ดร.ธนู กล่าว

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนการประเมินวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว12/2564 สำหรับผู้บริหารการศึกษา คือ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นั้น มีการเปลี่ยนกรรมการประเมินผลงานเช่นเดียวกัน โดยกรรมการที่อ่านผลงานของรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ นั้น ได้มอบหมายให้ก.ค.ศ. เป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้ง อีกส่วนที่มีการปรับในการประเมินครั้งนี้คือ เมื่ออ่านผลงานของผู้ถูกประเมินเรียบร้อยแล้ว กรรมการผู้ประเมินที่ได้รับแต่งตั้งจากก.ค.ศ. จะต้องมานั่งประชุม เพื่อสรุปผลการประเมินที่เป็นกลาง จากเดิมที่ต่างคนต่างอ่าน และส่งผลคะแนนให้ มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เช่น กรรมการบางรายให้คะแนนสูงเกินไป หรือกรรมการบางรายให้คะแนนต่ำเกิดไป เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสให้กรรมการผู้ประเมิน ได้มีโอกาสมานั่งดีเบทกัน ว่า แต่ละคนมีข้อคิดเห็นอย่างไร สุดท้ายปลายทางก็จะทำให้การประเมินมีความเสถียรมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างให้คะแนน แล้วส่งมาที่ก.ค.ศ.แต่ไม่มีการพูดคุยกัน ทำให้ผลคะแนนมีความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญการดำเนินการดังกล่าวก็จะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here