ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ได้ออกคำสั่งมอบอำนาจให้ รองเลขาธิการ กพฐ.และผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการบริหารราชการ โดยยกเลิกคำสั่งเดิมเมื่อปี 2568 และกำหนดอำนาจหน้าที่ใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา4 มาตรา 30 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยสาระสำคัญของคำสั่ง กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. จำนวน 5 ราย รับผิดชอบกำกับดูแลและปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. ในส่วนงานต่าง ๆ ได้แก่
1. ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. กำกับดูแลสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา และศูนย์พัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. กำกับดูแลสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน และศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา
3.ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. กำกับดูแลสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน และสำนักอำนวยการ
ส่วน ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. อีก 2 คน คือ นางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กำกับดูแลสำนักการคลังและสินทรัพย์ รวมทั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ สพฐ. และ นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กำกับดูแลสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักบริหารงานมัธยมศึกษา และหน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ.
นอกจากนี้ คำสั่งยังให้อำนาจผู้ได้รับมอบหมายในการอนุมัติงบประมาณของหน่วยงานที่กำกับดูแล วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท อนุมัติการลา การเดินทางไปราชการ รวมถึงการพิจารณางานด้านบุคคล งานวินัย งานอุทธรณ์และร้องทุกข์ในขอบเขตที่กำหนด สำหรับกรณีที่ผู้ได้รับมอบอำนาจไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ คำสั่งได้กำหนดลำดับผู้ปฏิบัติราชการแทนไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้การบริหารงานเกิดความสะดุด
ส่วนงานเรื่องสำคัญบางประเภท เช่น งานที่ต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ งานที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการ กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ยังคงต้องเสนอเลขาธิการ กพฐ. พิจารณาโดยตรงก่อน หรือได้รับความเห็นชอบก่อนค่อยดำเนินการ โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ได้รับมอบอำนาจต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อเลขาธิการ กพฐ. ทุก 3 เดือน เพื่อให้การกำกับติดตามเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
แนบไฟล์ มอบอำนาจรองและผู้ช่วยเลขา กพฐ.






