เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประกวดคลิปวิดีโอขับขานบทเพลง “น้ำกับป่า” รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ “วิถีน้ำ วิถีป่า” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)พร้อมด้วย ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. ที่ปรึกษาอธิบดี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร และผู้เข้าประกวด เข้าร่วม ณ ห้องมหกรรม ชั้น 2 ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

โอกาสนี้ ดร.จุมพล ทองตัน หรือ “โกไข่” ศิลปินและผู้ประพันธ์บทเพลง “น้ำกับป่า” และบทเพลง “พระองค์ภา…ศรัทธาที่ยังตรึงใจ” ในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ร่วมขับขานบทเพลงกับนักศึกษา สกร. สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

ดร.สุเทพ กล่าวว่า โครงการ “น้ำกับป่า” เกิดขึ้นจากแนวคิดของอธิบดี สกร. โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และแหล่งน้ำ และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่ประชาชน  และเนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการทำลายผืนป่า จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับป่า เพราะป่าช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำ ลดมลพิษ และเป็นฐานทรัพยากรที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ดังแนวทางโครงการ “สร้างป่า สร้างรายได้” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การสื่อสารผ่าน “บทเพลง” สามารถเข้าถึงจิตใจและอยู่ในความทรงจำของผู้คนได้ยาวนาน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติ และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้ในทุกมิติ  และขอขอบคุณคณะผู้บริหาร คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ภาคีเครือข่าย และ ดร.จุมพล ทองตัน ที่ร่วมเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้จากการบรรยายในห้องเรียนสู่การสื่อสารผ่านบทเพลง ตลอดจนแสดงความยินดีกับผู้เข้าประกวดทุกทีมที่ถ่ายทอดผลงานด้วยความตั้งใจ โดยเชื่อมั่นว่าบทเพลง “น้ำกับป่า” จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างจิตสำนึกและกระตุ้นให้สังคมหันมาดูแลรักษาต้นน้ำและผืนป่าอย่างจริงจัง

ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร.จัดโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ “วิถีน้ำ วิถีป่า” ผ่านการประกวดคลิปวิดีโอขับขานบทเพลง “น้ำกับป่า” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรมาอย่างยาวนาน พร้อมน้อมนำพระราชปณิธานมาสร้างการเรียนรู้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย โดยการประกวดแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักศึกษา สกร. ประเภทบุคลากรในสังกัด สกร. และประเภทประชาชนทั่วไป ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีผลงานส่งเข้าประกวดมากกว่า 1,000 ผลงาน ผ่านกระบวนการคัดเลือกจาก 18 กลุ่มจังหวัด จนเหลือ 13 ผลงานเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศ เกียรติบัตร และเงินรางวัล รวม 15 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษด้านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีก 1 รางวัล สำหรับผลงานที่สะท้อนการเปิดโอกาสให้บุคคลทุกกลุ่มเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม

“กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประกวดร้องเพลงหรือการแสดงความจงรักภักดีผ่านบทเพลง แต่เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกและจิตวิญญาณ ทั้งความสำนึกรักบ้านเกิด ความผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความรักในผืนแผ่นดินไทย ทุกผลงานแสดงถึงความทุ่มเท ความละเอียดอ่อน และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ที่พัฒนาไปอีกขั้น” อธิบดี สกร. กล่าวและว่า สกร.

จะนำผลงานที่มีคุณภาพไปต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อขยายผลการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรน้ำและป่าไม้ของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ และขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยึดมั่นในรากเหง้าและวัฒนธรรมอันดีงาม เพื่อให้ “สกร. เข้าไปอยู่ในใจของทุกครัวเรือนอย่างแท้จริง” ตลอดจนเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลัง และเปลี่ยนพลังไปสู่การลงมือทำเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

ดร.จุมพล กล่าวว่า แม้เป็นเพียงบทเพลงหนึ่งบท แต่สามารถก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการสร้างความรู้สึกที่ดีงาม ปลุกจิตสำนึกรักและผูกพันต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนสร้างพลังในการพัฒนาประเทศ จากการรับชมผลงานทำให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากร นักศึกษา และประชาชน รวมทั้งความโดดเด่นทางศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนทั้งด้านความหมายและอารมณ์ นอกจากนี้ พลังแห่งดนตรีและกระบวนการเรียนรู้ผ่านการผลิตสื่อวิดีโอยังช่วยพัฒนาความละเอียดอ่อนภายในจิตใจของเยาวชน เมื่อได้รับการปลูกฝังอย่างเหมาะสม ความละเอียดอ่อนจะนำไปสู่ความดีงาม ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และช่วยสร้างสังคมที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ อธิบดี สกร.ได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะเลิศการประกวดทั้ง 3 ประเภท ประกอบด้วย

1. ประเภทนักศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “เด็กหลังเขา” จากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา

2. ประเภทบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “MC LIBRARY STUDIO” จากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

3. ประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมโรงเรียนลำปางวิทยา จังหวัดลำปาง

สำหรับรางวัลพิเศษด้านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่ ผลงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และ สกร.ระดับเขตพญาไท ซึ่งร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมและสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here