เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 นางสุพรรณา แก้วเพิ่มพูน ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ประธานเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์(คสศ.) สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เปิดเผยถึงแนวทางการดูแลและพัฒนาเด็กในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปถึงฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีโรงเรียนในเครือข่ายรวม 15 แห่ง โดยผู้บริหารแต่ละโรงเรียนร่วมกันวางแผนพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

นางสุพรรณา กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษให้มี 3 ทักษะหลัก ได้แก่ ทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต โดยด้านวิชาการต้องพัฒนาให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร ขณะที่ทักษะอาชีพมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเด็กบางคนไม่มีทุนหรือโอกาสศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย จึงต้องมีความรู้และทักษะติดตัว สามารถนำไปประกอบอาชีพและดำรงชีวิตเมื่อกลับอยู่กับครอบครัวและชุมชน ส่วนทักษะชีวิตจะมุ่งให้เด็กรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีทักษะทางสังคม ดูแลตนเองให้ปลอดภัย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขทั้งกายและใจ

“แม้ว่าโรงเรียนทั้ง 15 แห่งจะรับดูแลเด็กด้อยโอกาสในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน แต่ แต่ละพื้นที่มีบริบทแตกต่างกัน เช่น จังหวัดสตูลมีเด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชนเผ่ามันนิ(ซาไก)และชุมชนดั้งเดิมที่ต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขณะที่จังหวัดชุมพรและบางพื้นที่มีประชากรย้ายถิ่นจากภูมิภาคอื่นเข้ามาประกอบอาชีพและตั้งถิ่นฐาน โรงเรียนจึงไม่สามารถใช้รูปแบบการพัฒนาเด็กแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องออกแบบการดูแลให้สอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่”นางสุพรรณากล่าวและว่า สำหรับปัญหาสำคัญของเด็กกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งมีต้นทางจากครอบครัว เนื่องจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์รับเด็กด้อยโอกาสหลายประเภท อาทิ เด็กยากจน เด็กกำพร้าบิดาหรือมารดา เด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงาน และเด็กที่มีความเสี่ยงต่อสารเสพติด จึงถือเป็น เด็กกลุ่มเปราะบาง ที่มีความเสี่ยงหลายด้าน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญคือ เมื่อเด็กมาอยู่กับโรงเรียนแล้ว วันที่เขากลับออกไป ชีวิตต้องดีกว่าเดิม

ประธานเครือข่ายฯ กล่าวต่อไปว่า อีกปัญหาหนึ่งพบว่า บางส่วนมีปัญหาด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะเด็กที่เกิดภาวะ Learning Loss หรือขาดโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บางรายอายุ 10–12 ปี แต่เพิ่งเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับชั้น ป.1 ทำให้มีความล่าช้าทางการเรียน ครูจึงต้องดูแลเป็นรายบุคคลและเร่งพัฒนาทักษะพื้นฐาน โดยเฉพาะการอ่านและการสื่อสาร เพื่อให้สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ อีกส่วนคือปัญหาด้านพฤติกรรม ซึ่งอาจติดมาจากสภาพแวดล้อมเดิม เช่น การทำลายสิ่งของ แม้พบเพียงส่วนน้อย แต่โรงเรียนให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษา โดยจัดอบรมครูทุกปีให้มีทักษะในการดูแลและให้คำปรึกษานักเรียน แม้ครูจะไม่ได้สำเร็จการศึกษาด้านจิตวิทยาหรือการให้คำปรึกษาโดยตรง เพื่อช่วยเด็กก้าวผ่านปัญหาและวิกฤตที่เคยเผชิญจากครอบครัว

นอกจากนี้ โรงเรียนยังจัดทำ ข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อจำแนกและติดตามกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะช่วงที่เด็กกลับบ้าน เนื่องจากบางครอบครัวพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน ทำให้เด็กอยู่ตามลำพังและอาจเผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง โรงเรียนและครูจึงต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

“การดูแลเด็กศึกษาสงเคราะห์ไม่ใช่เพียงจัดการศึกษาในห้องเรียน แต่ครูและบุคลากรต้องรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เข้าใจต้นทุนชีวิตและปัญหาที่แตกต่างกัน พร้อมทำหน้าที่เป็นทั้งครู ผู้ดูแล และผู้ให้คำปรึกษา เพื่อให้เด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้รับโอกาส พัฒนาตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถกลับไปดำรงชีวิตในครอบครัวและสังคมได้อย่างมั่นคง”ผอ.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here