กระทรวงศึกษาธิการคิกออฟ “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย” เดินหน้ากลไกคุ้มครองนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเชิงรุก เปิดช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการบูลลี่ การกลั่นแกล้ง การละเมิดหรือล่วงละเมิด รวมถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา สามารถแจ้งเรื่องและขอความช่วยเหลือได้โดยตรง พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตามการแก้ปัญหา ป้องกันเรื่องร้องเรียนถูกปิดหรือจบอยู่ภายในโรงเรียนโดยส่วนกลางไม่รับรู้
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศึกษาธิการ)เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้คิกออฟศูนย์พิทักษ์สิทธิฯอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเริ่มระบบอย่างครบวงจร และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และได้วางกรอบและเตรียมการมาเดือนกว่าแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดตัวและขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ ประชาชนจึงยังไม่รู้จักช่องทางนี้มากนัก ทั้งนี้เหตุผลสำคัญของการตั้ง ศพส. มาจากสถานการณ์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงเรียนหลายกรณี ศธ.จึงต้องปรับวิธีทำงานจากการรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปแก้ เป็นการทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และประชาชนรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหาแล้วจะสามารถขอความช่วยเหลือจากใครและผ่านช่องทางใด โดยเฉพาะกรณีที่กลไกภายในโรงเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เด็กถูกบูลลี่แล้วแจ้งครูแต่เรื่องไม่ได้รับการดำเนินการ หรือครูถูกกลั่นแกล้งแต่ไม่รู้ว่าจะร้องเรียนกับใคร ศพส.จะทำหน้าที่เป็น “อีกช่องทางหนึ่ง” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถบอกเล่าปัญหาและส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังส่วนกลางได้
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาบางอย่างอาจเริ่มจากเรื่องที่ดูเหมือนเล็ก โดยเฉพาะการบูลลี่ แต่หากผู้ถูกกระทำไม่มีใครรับฟังหรือเข้าไปช่วยแก้ไข ปัญหาเล็กอาจสะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ การเปิดช่องทางให้เด็กสามารถเล่าเรื่องที่คับข้องใจ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดช่องร้องเรียน แต่เป็นกลไกป้องกันไม่ให้ผู้ประสบปัญหาต้องเผชิญสถานการณ์เพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม สำหรับขอบเขตการทำงานของ ศพส.จะกำหนด 6 สิทธิ หรือ 6 ประเด็นที่สามารถแจ้งเรื่องได้ โดยมุ่งไปที่เรื่องสิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย เช่น การบูลลี่ การกลั่นแกล้ง การละเมิดหรือล่วงละเมิด และเหตุที่กระทบต่อความปลอดภัยในพื้นที่สถานศึกษา ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องร้องเรียนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการของศูนย์ฯ หากเป็นเรื่องที่อยู่นอกขอบเขต เช่น ปัญหาทุจริต จะต้องดำเนินการผ่านกลไกหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้สามารถมุ่งทำงานด้านการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยได้อย่างตรงเป้าหมาย
“ศธ.ได้ใช้ แอปพลิเคชัน(Application)ในการติดตามเรื่องร้องเรียน เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุในโรงเรียน การแก้ปัญหามักอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษา และบางครั้งเรื่องอาจถูกจัดการหรือยุติอยู่ภายในโรงเรียน เนื่องจากไม่มีใครต้องการให้สถานศึกษาเสียชื่อเสียง ส่งผลให้ส่วนกลางไม่รับรู้ และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่ ระบบใหม่นี้จะทำให้สามารถเห็นสถานะของเรื่องได้ว่า เรื่องใดเข้ามาแล้ว ใครเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องใดได้รับการดำเนินการ และเรื่องใดยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยจะมี KPI เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของผู้รับผิดชอบ หากเรื่องร้องเรียนยังอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้รับผิดชอบได้ โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษา หากได้รับแจ้งปัญหาแล้วเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการ ก็อาจเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกัน”นายอัครนันท์ กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน ศธ.จะให้ความสำคัญกับ การรักษาความลับของผู้แจ้งเรื่อง เพราะหนึ่งในความกังวลของผู้ร้องเรียน โดยเฉพาะครู คือเมื่อร้องเรียนผู้บังคับบัญชาหรือปัญหาภายในสถานศึกษาแล้ว อาจถูกตอบโต้หรือกลั่นแกล้งภายหลังได้ เพราะ ศพส.ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อดูแลเฉพาะเด็กนักเรียน แต่จะคุ้มครองครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย ซึ่งในสถานศึกษาครูเองก็อาจเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้ง ถูกบูลลี่ หรือได้รับความไม่เป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและบุคคลรอบข้างได้เช่นกัน และขอยืนยันกับคุณครูทั่วประเทศว่า ไม่ต้องห่วงว่าถ้าแจ้งมาแล้ว ผอ.จะกลั่นแกล้ง กระทรวงจะเป็นแบ็กอัปให้กับคุณครูด้วย เราจะให้ความยุติธรรมอย่างเต็มที่
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาด้านสิทธิและความปลอดภัยไม่สามารถมองเพียงมิติของโรงเรียนหรือเฉพาะตัวเด็กได้ เพราะบางกรณีเกี่ยวข้องกับครอบครัว ผู้ปกครอง ญาติ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องอาศัยการบูรณาการหลายฝ่ายและหลายกระทรวง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมต้นเหตุของปัญหา ไม่ใช่เพียงแก้เหตุเฉพาะหน้านอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้กลไกของศพส.ทำหน้าที่เชื่อมโยงไปสู่ ระดับภูมิภาค เนื่องจากประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดไม่สามารถเดินทางเข้ามาร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางได้ทุกคน จึงต้องสร้างกลไกที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในพื้นที่ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้การเข้าถึงความช่วยเหลือไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทาง อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในช่วงเดือนแรก ยอมรับว่ายังไม่สามารถนำตัวเลขมาประเมินผลได้อย่างชัดเจน เพราะประชาชนยังไม่รู้จักช่องทางดังกล่าวมากนัก แต่ในระบบได้เริ่มมีการรับและคัดกรองเรื่องแล้ว โดยเรื่องที่อยู่ในขอบเขตจะเข้าสู่กระบวนการแก้ไข ส่วนเรื่องที่ไม่ใช่ภารกิจของศูนย์จะถูกคัดออกหรือส่งไปยังกลไกที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต่อไป






