เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ครั้งที่ 8/2569 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามและมอบหมายการทำงานสำคัญและเตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะการต่อยอดผลจากการเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมนักเรียนโครงการ ODOS การยกระดับกลไกกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล การเตรียม PISA 2029 การลดภาระงานครูและการใช้เทคโนโลยี รวมถึงมาตรการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนในสถานศึกษา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการเดินทางไปเยอรมนีและหารือความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Infineon และ BMW ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับความร่วมมือและความต้องการกำลังคนในอนาคตขณะเดียวกัน ก็ให้เร่งพัฒนาทักษะครูและบุคลากรทางการศึกษาให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง โดยจะผลักดันการจัดทำ MOU เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ Infineon มีโรงงานในประเทศไทยอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องการบุคลากรฝ่ายเทคนิค เพื่อผลิตกำลังคนทักษะสูงเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดความร่วมมือ
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมนักเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ ODOS ระยะที่ 3 และ 4 โดยนำปัญหาและอุปสรรคจากโครงการระยะที่ 1 และ 2 มาปรับปรุง โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านภาษา ศธ.จึงได้เตรียมทักษะด้านภาษาให้นักเรียนก่อนเดินทาง โดยให้เรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน เพื่อเติม นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ที่เรียนกันอยู่แล้ว พร้อมประสานสถาบันการศึกษาและจัดทำแผนพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้มีความพร้อมก่อนเข้าสู่การศึกษาในต่างประเทศจริง ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้มอบหมายให้จัดทำแนวทางตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาระดับตำบล หลังจากการลงพื้นที่พบว่ากลไกคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีอยู่ปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในระดับโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียง ยังไม่ครอบคลุมการขับเคลื่อนการศึกษาในภาพรวมระดับตำบล เพื่อให้สามารถวางทิศทางการศึกษาเชิงพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ทบทวนข้อกฎหมายและออกแบบโครงสร้างให้เหมาะสมโดยตั้งเป้ายกร่างประกาศให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ส่วนจำนวนกรรมการยังไม่ได้กำหนดตายตัว โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสมของภารกิจและบริบทพื้นที่
นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินเข้าสู่ PISA 2029 ในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งกระบวนการเตรียมสอบและการยกระดับคุณภาพผู้เรียน เพื่อผลักดันให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังผลการประเมิน PISA ประกาศ ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 มาอยู่ที่อันดับ 53 พร้อมกันนี้ ยังได้พูดถึงการลดภาระงานครูควบคู่กับการจัดสรรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน โดยให้เตรียมทั้งเครื่องมือ ระบบ และบุคลากรให้พร้อม เนื่องจากเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททั้งในการจัดการเรียนรู้และช่วยลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครู พร้อมกับให้มีมาตรการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนในสถานศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่ง ศธ.เห็นว่าไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากมีผลการศึกษาวิจัยที่สะท้อนถึงผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ส่วนผู้เรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น จะยังไม่ใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมด แต่จะให้โรงเรียนจัดทำแผนปฏิบัติการแยกตามช่วงชั้นว่า นักเรียนวัยใดควรใช้โทรศัพท์ได้ในลักษณะใดและภายใต้เงื่อนไขอย่างไร ก่อนเสนอให้พิจารณาเป็นมาตรการที่ชัดเจนต่อไป






